Friday, December 28, 2007

BODW forum'07 II


จาก roof house ทำให้คุณครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลฟูจิมาหา Takaharu & Yui Tezuka
กับเงื่อนไขลูกโซ่ว่าอยากได้โรงเรียนอนุบาลที่มีหลังคาอย่าง roof house
แต่สำหรับเด็ก 500 คน! อะโย่! พี่ Tezuka มึนตึ้บ
เอาหลังคาขนาดเด็ก 500 คนวิ่งและกลิ้งกันเลยนี่นะ ไม่ไหวหรอกครับ
แต่ครูใหญ่ท่าน สุดหนักแน่น ยืนยันว่าต้องเป็นแบบ roof house เท่านั้น


fuji-kindergarten.jpg


คุณ Tezuka ทั้งสองนั้น จึงเก็บความรู้สึกอบอุ่นของตึกโรงเรียนเก่าไว้
พร้อมผสานกลมกลืนกับธรรมชาติตามแนวถนัด
สร้างเป็นตึกวงแหวนขนาดใหญ่ โดยเว้นช่องให้ต้นไม้ใหญ่ของโรงเรียนคงยืนคู่สร้างความรื่นรมย์
ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ แถมเป็นโจทย์ปัญหา ต้องปูตาข่ายกันเด็กตกลงมา
แต่เจ้าช่องตาข่ายนี้ก็กลายเป็นของโปรดของเด็กๆให้ไปรุมเล่นสุดมันส์


fuji09.jpg


ที่สนุกอีกอย่างคือ ไม้กระดานเลื่อนกลางโรงเรียน ใช้ลงจากหลังคา (ว้าว)
โดยมีเนินดินรองรับ ให้สัมผัสธรรมชาติแท้ๆ
เจ้ากองดินนี่ก็สร้างปัญหาไม่น้อย เพราะเด็กๆจับได้ว่าดินตรงนี้ มันแสนนุ่มกว่าตรงอื่นๆ
จึงควักเอาไปเล่นหายหมด เลยต้องคอยเอาดินมาเทเติม
(ลานตรงกลางของโรงเรียนนั้นเป็นดิน มิได้ปูอิฐเทคอนกรีตใดๆ)


fuji03.jpg


จุดประสงค์คือให้สิ่งต่างๆในโรงเรียนนี้ เป็นแบบ manual ไม่ใช่ไฮเทค
พยายามให้เด็กได้เติบโตกับธรรมชาติ
โรงเรียนจึงเป็นแบบเปิดโล่ง รับลมธรรมชาติ ไม่กั้นผนัง ไม่มีประตู
ในแง่ของเสียงรบกวน กลายเป็นว่าเด็กๆคุ้นเคยกับความวุ่นวาย แถมมีสื่ิอๆต่างๆมาถ่ายทำบ่อยมาก
เด็กๆของที่นี่ กลับมีสมาธิที่ดี ไม่ว่อกแว่ก ไม่หันไปมองกล้องโทรทัศน์
แต่มีสายตา สมาธิจับจ้องที่การเรียน ที่คุณครู


fuji05.jpg


แน่นอนว่าโรงเรียนนี้ก็มี sky light เช่นเดียวกับ roof house
ที่จริงทั้ง roof house และ Fuji kindergarten นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
ของงานน่าทึ่งซึ่งมีอยู่อีกมากมายของสองสามีภรรยาคู่นี้


fuji13.jpg


ส่วนโรงเรียนอนุบาลฟูจิแห่งนี้ ยังมีความน่าสนใจอีกมาก
โดยเฉพาะระบบการเรียนการสอนแบบ montessori
และว่ากันว่ามีพ่อแม่ยื่นรายชื่อเด็กๆเข้าคิวรอยาวเหยียด เพื่อที่จะเข้าเรียนที่นี่
ส่วนกราฟฟิกของโรงเรียนก็ยังเป็นฝีมือคุณ Kashiwa Sato อีกด้วย


fuji08.jpg

Tuesday, December 25, 2007

BODW forum'07


จุดมุ่งหมายหลักที่โดนการกินเบียดแทบจะเป็นภารกิจรอง ก็คือ BODW forum
BODW (Business Of Design Week) จัดโดย Hong Kong Design Centre
ปีนี้มี speaker รับเชิญดังๆมากมาย อาทิ สถาปนิกดังอย่าง Zaha Hadid,
ดีไซน์เนอร์ดาวเด่น อย่าง Tom Dixon, Marc Newson
แล้วยังมีชั้นครูจากอิตาลี Mario Bellini, Michele de Lucchi และอีกมาก


ที่สนใจมุ่งจะไปฟังคือ Takaharu & Yui Tezuka เจ้าของผลงาน Fuji Kindergarten
แถม speaker คนแรกของวันนั้น ก็ยังเป็น Tom Dixon อีกด้วย
สำหรับ Tom Dixon หลายคนคงเคยฟังคุณพี่พูดมาแล้ว
งานนี้เริ่มจากปูพื้นแบคกราวนด์ส่วนตัวที่นำพาสู่ความคิดและวิธีการทำงานในต่อมา
ที่สำคัญคือเทคนิคการทำธุรกิจกับงานดีไซน์ การลดต้นทุน ประหยัดสต็อค เลี่ยงเงินจม
เพิ่มคุณค่า เทคนิคการตลาด รวมทั้งวิธีการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ ครบขบวนการสมชื่องาน
(ระหว่างพูด บางจังหวะมีแอบกัด Marc Newson ที่มางานนี้เช่นกัน แต่พูดไปวันก่อนหน้า)


tezuka.jpg
ต่อด้วยสองสามีภรรยาชาวญี่ปุ่นTakaharu & Yui Tezuka ก้าวขึ้นเวทีเปลี่ยนบรรยากาศให้ครึกครื้น
ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยการเปิดประเด็นเอกลักษณ์ของสองคนว่า
ไปที่ไหนก็จะจำเขาสองคนได้ง่ายจากสีประจำตัว
ตัวคุณสามี Takaharu Tezuka เป็นสีฟ้าน้ำเงิน คุณภรรยา Yui Tezuka เป็นสีแดง
พลางโชว์เสื้อเชิ้ตที่ใส่มาพร้อมถุงเท้าสีเดียวกับเสื้อของทั้งสองคน
แถมเสริมด้วยว่าลูกสาวแก มีสีประจำเป็นสีเหลือง โดยกะว่าถ้ามีลูกชายจะให้เป็นสีเขียว
เป็นครอบครัวแม่สี
ทลายกำแพงน้ำแข็งได้ผล ทั้งฮอลล์รู้สึกคุ้นเคยกับแกกันมาทันใด
อ้อ...คุณพี่ท่านเปรี้ยวสปีกกิ้งอิงลิชซะด้วย
ว่าแล้วก็เข้าเรื่อง โชว์ผลงาน roof house อันเป็นต้นกำเนิดต่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลฟูจิในต่อมา
โดยยกหน้าที่ให้ภรรยาเป็นผู้อธิบาย ส่วนพี่สีฟ้าน้ำเงินคอยเดินวนกำกับเสริมทัพอยู่ใกล้ๆ


roof1.jpg
roof house เป็นบ้านพักอาศัยที่มีโจทย์ให้สถาปิกทั้งสองเพียงข้อเดียว
คือ ทั้งครอบครัวชอบรับประทานอาหารกลางวันบนหลังคา!
(ช่วงนี้มีรูปลูกๆของเจ้าบ้านนั่งอยู่บนหลังคากระเบื้อง โชว์ประกอบ)
สองสามีภรรยาทราบแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก
จึงออกแบบบ้านนี้เป็นบ้านชั้นเดียว โดยมีหลังคาผืนใหญ่เสมือนชั้น 2 ของบ้าน
เป็นหลังคาไม้ ในลักษณะเอียงสโลปลงมาด้านเดียว
เนื่องจากพื้นสโลปนั้น สร้างความผ่อนคลาย เหมาะต่อการพักผ่อน
ทั้งนี้พื้นสโลปยังบังคับให้คนต้องหันหน้าไปในทางเดียวกัน ไม่สามารถจ้องเผชิญหน้าตรงข้ามได้
ซึ่งเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล


roof003.jpg
แล้วที่หลังคานั้น ยังมีการเจาะช่องเป็น sky light ตรงลงให้แต่ละห้องที่ชั้นล่าง
ทำให้ทุกคนในบ้านจะมีช่อง sky light ของตนเอง (เจ๋งไหมล่ะ)
แน่นอนว่าห้องน้ำก็มี sky light นอนแช่ในอ่างชมดาวได้เลย
ส่วนที่ตรงหลังคา มีการทำผนังเตี้ยๆ กั้นเขตพอสร้างความเป็นส่วนตัว
(เพราะชั้นสองของบ้านใกล้ๆ จะเห็นหมดว่าทำอะไรกันอยู่บนนี้)
หน้าหนาวก็ไม่ต้องกลัวมีเตาผิงสร้างความอบอุ่น หน้าร้อนก็มีฝักบัวให้คลายร้อน


แล้วคุณเจ้าของบ้านบอกอยากทำบาร์บิคิวบนหลังคา ให้คุณ Tezuka ตาเหลือก ขอว่าไม่ไหว
เดี๋ยวไฟไหม้วอดกันพอดี รบกวนปิ้งที่สวนน้อยชั้นล่างแล้วกัน
ครั้นปิ้งเสร็จจะโยนขึ้นไปทานบนหลังคายังไง คุณพี่ Tezuka จึงกดความสูงของหลังคาที่สโลปให้ไม่สูงนัก
ส่งลำเลียงได้ง่ายๆ รวมทั้งเวลาสั่งพิซซ่ามาส่ง ก็ส่งกันแบบนี้
(เลยมีน้องส่งพิซซ่าเวียนหน้าก็มาไม่ซ้ำ ด้วยอยากมา ยลบ้านสนุกๆแห่งนี้)


roof006.jpg
สำหรับห้องที่ชั้นล่างเป็นแแบบเปิดโล่งกับเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น
เพราะเจ้าของบ้านหมดสตางค์กับหลังคาหมด
(คุณพี่ Tezuka บอกว่าเป็นงานที่มีงบประมาณน้อยที่สุดเท่าที่ทำมา)
สำหรับประตูห้องทั้งหมดก็เป็นแบบเลื่อนเพื่อประหยัดพื้นที่
ไฟที่ใช้ในห้องด้านล่างก็เป็นแบบหลอดไฟแบบเปลือยทั้งหมด
แต่ก่อนไม่มีใครเดินผ่านแถวบ้านนี้เลย พอบ้านนี้สร้างใหม่เสร็จทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น
มีคนเดินผ่านไปมา เพื่อนบ้านมาทักทายกันตลอด


Tezuka ทั้งสองสร้างบ้านตอบโจทย์เจ้าของ แถมด้วยธรรมชาติ
ทั้งในแง่ประหยัดพลังงานและความงามแก่ผู้อาศัยได้เสพและสัมผัสกันอย่างเต็มๆ


ลีลาการเล่าของทั้งสองนั้น มีมุข ตบจังหวะให้ขำกลิ้งตลอด สร้างความสนุกสนานอย่างมาก
แล้ว roof house นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดต่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลฟูจิสุดแสนฮอต

Friday, December 21, 2007

จานเด็ดในวัยเด็ก



白灼蝦 กุ้งลวกเป็นเมนูขวัญใจในวัยเด็ก สร้างความเพลิดเพลินเป็นที่สุด ทุกครั้งที่ไปฮ่องกง
ชื่อเมนู แถมรูปลักษณ์ อาจดูธรรมดา ธรรมดา
แค่ความเรียบง่ายแสนธรรมดา คือ สุดยอดแห่งรสชาติความอร่อย
ความหวานของเนื้อกุ้งสุดแสนสด พุ่งระเบิดออกกระจายดั่งพลุ
วิ่งไปกระแทกปุ่มรับรสให้ทำงานระยิบระยับไปทั่วทั้งปาก

ที่จริงเป็นบาปกรรมของแท้ เพราะเหล่าน้องกุ้งนี้ เป็นกุ้งสดว่ายน้ำตัวเป็นๆ
ไม่ใช่กุ้งแช่แข็ง ทุกตัวยังไม่ได้มรณะ มามรณะตอนเราสั่งนี่แหละ
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กุ้งสุดแสนหวาน ดึ่งดั๋ง ประทับจิตประทับใจ

พอจานร่อนลงจอดบนโต๊ะปั๊ป มือเคลื่อนรีบไปคว้าหมับ จับมาแกะเปลือกอันสุดบาง
แตะแต้มซีอิ๊วเพียงนิด พอชูรสแหลม แล้วโยนเข้าปาก
dvd ความทรงจำในอดีตวิ่งซ้อนทับ ประสานความรู้สึก ณ.ปัจจุบัน ดั่งเฟรมต่อเฟรมเดียวกัน
รสหวานจากความสด กับเนื้อสัมผัสจากความเต่งตึง เป็นความเป๊าะเอ๊าะ ดึ่งดั๋งในทุกคำ
นึกถึงแม่สุดๆ ในใจก็นึกแต่ว่าทานเผื่อแม่
มือก็ขยับจับตัวต่อไป ทานเผื่อแม่ ทานเผื่อแม่ (ก็แม่สั่งมาว่าทานเผื่อด้วย)
สองพี่น้องได้แต่ตาถลนกับความอร่อย พลางตาลีตาเหลือก จ้ำสปีดกันไม่หยุด
ระหว่างนั้นเอง หอยเชลล์ราดเต้าซี่ก็ลอยมาอีกจาน!

Tuesday, December 18, 2007

dim sum



อาทิตย์ที่แล้ว แม้จะเดือนธันวา ฮ่องกงก็ร้อนใช้ได้
เลยเดินเหงื่อตก ไปทานติ่มซำ
เดี๋ยวนี้ติ่มซำ มีให้เลือกหลากหลาย ลูกเล่นก็แพรวพราว
ออกแนวฟิวชั่นก็แยะ หน้าตารูปร่างน่ารักน่าเอ็นดูเป็นสัตว์ตัวน้อยก็เยอะ
แต่ทริปนี้ขอเน้นในรสชาติมากกว่ารูปลักษณ์

ว่าแล้วฮะเก๋าก็ลอยละล่องลงโต๊ะประเดิมก่อนใคร
ที่จริงไม่ค่อยนิยมฮะเก๋าเท่าไรนัก เพราะหาอร่อยยาก
แต่คราวนี้ต้องตาโตกับเนื้อแป้งที่สุดเนียน นุ่ม แสนละมุน ห่อหุ้มกุ้งสดๆมาถึง 2 ตัวเบ้ง
แซมด้วยหน่อไม้ลูกเต๋าน้อยพอเป็นเพอร์คัดชั่น เสริมจังหวะเคาะคู่ความกรอบของตัวกุ้ง
โค้งคำนับให้คะแนนตรงตัวแป้ง ที่แม้จะวนตะเกียบไปลิ้มชิมติ่มซำต่างชนิดที่เข่งโน้นเข่งนี้
ทิ้งช่วงห่างเวลาไปนาน วกกลับมา น้องแป้งก็ยังนุ่มชุ่มละมุนอยู่ไม่เปลี่ยน
มิได้แปรสภาพเป็นกระดาษแก้ว แข็งทื่อ รสเป็นพลาสติกอย่างทั่วไป



ลิ้มฮะเก๋าแล้ว ใยจะขาดขนมจีบไปได้
หน้าตา แม้จะดูธรรมดา ไม่สวยเก๋ เริ่ดเลอ
แต่ทองนพคุณในคุณภาพและรสชาติ ให้อุทานกับmaewpilarว่า
ไม่ได้ทานขนมจีบอร่อยๆอย่างนี้มานานนัก
ไส้ขนมจีบเป็นหมูสับและกุ้งสะบัดจังหวะแทงโก้ มากันแบบแนบชิดสนิทสุดเซ็กซ์ซี่
แต่ยังคงวาดลีลาโดดเด่นเฉพาะตัว
สร้างหนึ่งรสชาติ สองรสสัมผัส นุ่มเนื้อหมูสับในขณะที่กรอบกรุบในเนื้อกุ้ง
ห่มด้วยแป้งเกี๊ยวพริ้วนุ่มดั่งแคชเมียร์ ชูรสแหลมด้วยไข่กุ้งใบจิ๊ด

ครั้นหันมากระดก โป๋วเหล ชาโปรดคู่ติ่มซำ แสดงอานุภาพลบมันความเลี่ยนให้มลายในอึกเดียว
ทำให้ติ่มซำลื่นปรื้ด ลื่นปรื้ดลงท้องไม่รู้ตัว
อัน โป๋วเหล สีแสนเข้ม ยิ่งรินสีก็ยิ่งเข้ม จนแทบจะดำเป็นโค้ก
ดูแต่สี น่าสุดขม หากไม่ขมแม้สักนิด
ว่ากันว่า โป๋วเหล เป็นชาที่เหมือนไวน์ ยิ่งเก่าก็ยิ่งดี
กับคุณสมบัติที่ช่วยระบบการย่อยอย่างเยี่ยมยอด
แล้วยังช่วยลดโคเลสเตอรอล จึงเหมาะเจาะอย่างมากกับการรับประทานติ่มซำ



รับของนึ่งไปแล้ว มาต่อกับของทอดกันอีกนิด
เผือกทอดฟูฟองฟ่อง มีตัวกุ้งทั้งเปลือกนอนคว่ำหน้าพาดกลางชิ้น
โดยต้องหม่ำคำใหญ่กัดกร๊วบควบรวมเผือกกับน้องกุ้งในคราวเดียว
โอ้...แม่เจ้า! น้องกุ้งเปลือกบางสุดแสนกรอบ ลั่นเสียงเป๊าะเมื่อกระทบถึงเนื้อนาง ส่งความหวานแห่งกุ้....ง
ที่ถูกโอบเคล้าด้วยเผือกพาเคลิ้มลีลาศลอยล่องดั่งเวียนนิซ วอลซ์

ทุกเข่งทุกจานเป็นการปรุงรสที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่จืดชืด แต่ไม่มีส่วนใดแหลมล้ำหน้า
พุ่งสาดส่องสปอร์ตไลท์เพื่อชูรสชาติแห่งความสดใหม่ให้เปล่งประกายเจิดจรัสตามธรรมชาติเท่านั้น

Saturday, December 15, 2007

hong kong


แวะไปทานติ่มซำที่ฮ่องกงมา
ฮ่องกง นับเป็นหนึ่งในสถานที่คุ้นเคย
ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกตอน 5 ขวบก็ไปฮ่องกงนี่แหละ
ฮ่องกงจึงเป็นจุดหมายปลายทางต่างบ้านเมืองแห่งแรกที่ไป
จากนั้นฮ่องกงก็เป็นเสมือนบ้านญาติที่แวะไปกันเป็นประจำของครอบครัวในสมัยนั้น
กิจกรรมหลักของเหล่าเด็กๆอย่างเรา คือ ร้านขายของเล่น (สมัยก่อนยังไม่มี toy r us)
ซึ่งเสมือนดินแดนสวรรค์ มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ตื่นตาตื่นใจไปทุกอณูของร้าน
คลุกอยู่ได้ทั้งวัน (นึกอีกทีตอนนี้ พวกผู้ใหญ่คงเซ็งเบื่อระเบิด)
กิจกรรมรองก็แน่นอนว่าเป็นการกิน!
แต่ด้วยความที่ยังเด็กจึงไม่ค่อยรู้ว่าร้านไหนเป็นร้านไหนอยู่ตรงไหนที่ไหน
จำได้แต่ว่าอร่อย และ อร่อย และอร่อย
ระบบจานบินร่อน กับมารยาทแสนงามแบบกระโชกกระชากของบริกร
กลับเป็นเรื่องสนุกที่มีจานบินข้ามหัวเราไปมา
แล้วภาษาสำเนียงเหมือนทะเลาะกันก็ออกจะเร้าใจฟังสนุก
(เพราะตั้งแต่เล็กๆก็เป็นคนที่ชอบฟังเสียงสำเนียงภาษาต่างๆ แม้ไม่เข้าใจ แต่ช่างสนุกอะไรก็ไม่รู้
ติดนิสัยไปประเทศไหน สิ่งแรกที่ทำหลังเช็คอิน คือเปิดทีวีดู/ฟังช่องโทรทัศน์ท้องถิ่น)


กลับมาเรื่องกิน ทุกร้านที่ไปก็รับประกันรสชาติเพราะความรักของอร่อยของทั้งตระกูล (ลุงป้าอาพ่อแม่)
จำได้ว่าญาติๆจะมีการถกถึงเรื่องร้านอาหารที่จะไปในแต่ละมื้อ
เจาะสนามด้วยคุณลุงถึง 2 ท่านที่เป็นญาติชาวฮ่องกงพาพุ่งไป
ต่อมาก็เริ่มห่างเหิน ลดความถี่ เขยิบไปเปิดโลกที่ไกลกว่า
ครั้งล่าสุดที่ไปก็ยังก่อนคืนเกาะแก่จีนโน้นแน่ะ
ครั้งนี้จึงเป็นการเยือนเพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันนับสิบกว่าปี


สำหรับหลายคน ฮ่องกง=การช้อปปิ้ง
แต่ส่วนตัว ฮ่องกง = การกิน
ดังนั้นภารกิจหลักคือการกินอาหารจีนอร่อยๆ แม้เชฟมากมายได้อพยพไปแคนาดาแบบยกแผงแล้วก็ตาม
(โดยเฉพาะแถวแวนคูเวอร์ อาหารจีนอร่อยสุดๆ)
อาหารจีนที่ฮ่องกงก็ยังอยู่ในระดับเซียน
จึงทุ่มทุนกับการกินทุกมื้อแบบไม่หยุดไม่ยั้ง แม้คุณน้องmaewpilar จะจอดป้ายหยุดไปแล้ว
ส่วนภารกิจแอบแฝง (แต่เป็นภารกิจหลักที่พ่อสั่ง) จะมาเล่าสู่กันฟังต่อไป
กับ BODW (Business Of Design Week)


ฮ่องกงวันนี้ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป มีหลายที่น่าชื่นชม แต่ก็มีบางอย่างสูญหายไปในความรู้สึก
ถนนหนทาง สถานที่หลักๆยังคงไม่ต่างจากในแฟ้มความจำวัยเด็ก
ชื่นชมในระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกสบายแสนง่ายสุดแสน ตั้งแต่สนามบินเข้าตัวเมือง
ผ่านขบวนการตรวจคนเข้าเมืองปุ๊ป ขบวนรถไฟ airport express ก็เปิดประตูรออยู่แล้ว
เพียงขยับเท้าก้าวขึ้นไปเท่านั้น เดี๋ยวเดียวก็ถึงจุดหมายไม่ว่าจะเป็นฝั่งเกาลูนหรือฮ่องกง
ระบบรถไฟใต้ดินก็ง่ายแสนง่าย
การทำมาค้าคล่องคงอยู่ในระดับสูง ระดับความเชื่อมั่นของคนฮ่องกงชั่วโมงนี้ดีมาก จนน่าอิจฉาทีเดียว
สิ่งที่สูญหาย เห็นจะเป็นมนต์เสน่ห์ที่มลายไปกับความแปรเปลี่ยนในเศรษฐกิจสังคมและการตลาด
ผู้คนเป็นมิตรมากขึ้น บริกรก็ใจดี ซึ่งที่จริงก็ดี แต่เสน่ห์แห่งความกระโชกโฮกฮากเจือจางไปมาก
ส่วนระดับสุนทรียศิลปที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิต ดูเหมือนจะขยายฐานออกทางแนวขวางมากกว่าแนวตั้ง
(ไม่นับบูติดแบรนด์เนมพวกวิตตอง คาร์เทียร์ ดิออร์ทั้งหลาย)
ดูเหมือนส่วนยอดจะกระจุกตัวหดลดขนาดลงมาก โดยขึ้นไปลอยเล็กจิ๋วอยู่ข้างบน แต่ยังอยู่ในระดับสูงมาก
ส่วนกลางต่อจากยอดคล้ายจะหายไป กลับมีแต่ฐานกว้างมากอยู่แผ่ไพศาล
อาจเพราะกลุ่มลูกค้าขาใหญ่ของฮ่องกงวันนี้กลายเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่แทน
กระแสลมเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยน

Thursday, December 6, 2007

kidzania

head_02.gif

kidzania เป็นสวนสนุกแนว edutainment จำลองอาชีพในโลกแห่งความเป็นจริง
มาให้น้องๆหนูๆได้มาสวมบทบาททดลองทำมาหาเลี้ยงชีพจริงๆ
ใช้หยาดเหงื่อ แรงงาน มันสมอง แลกค่าจ้าง (เป็นเงินจริงๆ แต่เป็นเงินสกุล kidzania)
มีกว่า 70 อาชีพให้ทดลองทำงานในบรรยากาศเสมือนจริงทุกอย่าง (ในขนาดจำลองเพื่อเด็ก)
มีความยากง่ายในหลายระดับ ตามความสามารถและความสนใจของเด็กๆ
kidzania จะเป็นเมืองสำหรับเด็กโดยแท้ มีครบครันตั้งแต่ โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง ร้านเสริมสวย ธนาคาร สถานีวิทยุ/โทรทัศน์ ร้านพิซซ่า ห้างสรรพสินค้า โรงละคร ฯลฯ ซึ่งล้วนสปอนเซอร์โดยเจ้าของธุรกิจจริงๆ
แต่พนักงาน/คนทำงานทั้งหมดคือเด็กๆที่เข้ามาใน kidzania นั่นเอง
อุปกรณ์ทุกอย่างได้รับการออกแบบให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสำหรับเด็กทั้งสิ้น
หลังจากได้รับคำอธิบายเรียรู้เกี่ยวกับอาชีพที่เลือก หนูน้อยทั้งหลายจะได้รับภารกิจที่ต้องทำ
พร้อมเปลี่ยนชุดเครื่องแบบตามอาชีพ และลุยทำงานทันที

แน่นอนน้องย่อมจะได้รับค่าจ้างจากงานที่ตนทำในเงินสกุล kidzania
ที่สามารถนำไปใช้ซื้อของและบริการใน kidzania ได้
เป็นการเรียนรู้ถึงค่าของเงินว่า ย่อมมาจากความเหน็ดเหนื่อย มิใช่ได้มาฟรีๆ
อ๊ะ...อ้า มิเพียงจบเพียงเท่านี้ คุณหนูสามารถเปิดบัญชีที่ธนาคารใน kidzania
เก็บสะสมค่าจ้างที่หาได้ไว้ใช้ หรือสะสมต่อไปเรื่อยๆ ในครั้งต่อๆไป (กลายเป็นเศรษฐีน้อยใน kidzania)

kidzania2.jpg

นอกจากความสนุกจากอาชีพต่างๆแล้ว เด็กๆยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับปฎิบัติตัวในสังคม
ผ่านการทำงานและกิจกรรมต่างๆ เสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเองและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ในด้านความปลอดภัย ผู้ที่เข้ามาใน kidzania ทุกคนต้องสวมสายรัดข้อมือที่มีรหัสเชื่อมสมาชิกของกลุ่ม
เด็กๆ ไม่สามารถออกจาก kidzania โดยปราศจากผู้ปกครองที่พามา
แน่นอนว่ามีกล้องวิดิโออยู่ทั่วพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ในทุกๆกิจกรรมจะมีมีพนักงานของ kidzania ผู้ได้รับการอบรมแบบมืออาชีพที่จะคอยแนะนำช่วยเหลือเด็ก
ให้สามารถทำงานลุล่วงพร้อมความสนุกสนานและช่วยเหลือตัวเองได้
เพราะผู้ปกครองทั้งหลายไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปในแต่ละ pavillion
เพื่อให้ภายในเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ของของเด็กๆอย่างแท้จริง
ซึ่งจะมีจอมอนิเตอร์ให้ชม พร้อมเลานจ์บริการฟรีอินเตอร์ หนังสือให้อ่านระหว่างคอยคุณลูกแบกหามทำงาน
ยกเว้นบางโซนที่สามารถแจมได้ในฐานะผู้ชม เช่น เป็นผู้ชมการแสดง (ที่จัดและแสดงโดยน้องๆเอง)

อาชีพก็มีหลากหลายมากมาย เช่น ดีลเลอร์รถยนต์ เรียนรู้วิธีขายรถ อธิบายคุณสมบัติ/จุดเด่น
รับออร์เดอร์ customize รายละเอียดรถตามความประสงค์ของลูกค้า
ที่สถานีโทรทัศน์ ก็มีหลายสายงานตั้งแต่ ช่างกล้องโทรทัศน์,ผู้กำกับเสียง,ผู้กำกับรายการ,สไตลิสต์,
ช่างแต่งหน้า,ผู้รายงานข่าว ร่วมกันลงมือทำรายการโทรทัศน์จริง ออกอากาศจริง (ภายใน kidzania)
ที่สำนักพิมพ์ ก็ได้เป็นนักเขียนการ์ตูน ประชุมปรึกษากับบรรณาธิการนิตยสารในคอนเซ็ปต์
พร้อมลงมือวาดการ์ตูน ทำออกมาเป็นรูปเล่มจริง เก็บกลับบ้าน
ที่โรงพยาบาล ก็ได้ผ่าตัด หัดช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน
ที่โรงเรียนสอนธุรกิจ ได้เรียนรู้ขบวนการวางแผนการผลิตสินค้า
ตั้งแต่การสำรวจตลาด วางแผน คำนวณกำไรขาดทุน (โอ้แม่เจ้า!)

แล้วแต่ละสปอนเซอร์ในแต่ละอาชีพก็ล้วนชื่อดังในแต่ละสายทั้งนั้น
อาทิ ดีลเลอร์รถยนต์ สปอนเซอร์โดย Mitsubishi, ร้านแฮมเบอร์เกอร์ โดย Mos burger,
โรงงานขนม โดย Morinaga, ธนาคาร โดย Mitsui Sumitomo เป็นต้น

เด็กๆสามารถสร้างประสบการณ์ของตนเองตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป แต่จะให้ดีก็เป็นช่วง 4-15 ปี
สำหรับเด็กที่มีความผิดปกติ ราคาค่าตั๋วลดครึ่งหนึ่ง

ต้นกำเนิดของ kidzania นั้นมาจากเม็กซิโก ในปีค.ศ. 1999 ในเม็กซิโกเอง มีอยู่ 2 ที่
ส่วน kidzania ญี่ปุ่นนับเป็นแห่งแรกในต่างประเทศเปิดเมื่อตุลาคม 2006
ที่ Urban Dock ใน Lalaport Toyosu โตเกียว
ด้วยคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเอามากๆ ทำให้กำลังไปเปิดในอีกหลายประเทศ
เช่น ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ไปเปิดที่จาร์กาต้า อินโดนิเซีย
ในปี 2008 จะเปิดที่ลิสบอนและดูไบ ตามด้วยบาร์เซโลนา, โซลและไต้หวันในปี 2009

ช่างเป็นสวนสนุกที่น่าสนใจมากๆ แม้เด็กอาจยังไม่รู้ว่าชอบอาชีพอะไร หรือเข้าใจอาชีพนั้นๆมากนัก
แต่สิ่งที่ได้จาก kidzania น่าจะเป็นประสบการณ์ทางสังคมที่มีประโยชน์ทีเดียว
อย่างน้อยก็ได้จิบรสความยากลำบากของและคุณค่าของการทำงาน
อาชีพในแต่ละประเทศก็จะไม่เหมือนกันทั้งหมด มีการดัดแปลงตามเศรษฐกิจสังคมของแต่ละที่ด้วย
สำหรับญี่ปุ่น kidzania ยังได้รางวัล Good Design Award ประจำปี 2007 ด้วย

เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า

Thursday, November 29, 2007

Freshness burger



และแล้วตลาดเบอร์เกอร์ที่ญี่ปุ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทั้งกระแสเบอร์เกอร์หรูราคาแพงชิ้นละเป็นหมื่นเยน
แถมด้วยการหวนคืนสังเวียนของ Burger King ที่ถอดใจกลับบ้านไปครั้งหนึ่ง
คราวนี้กระแสต้อนรับดี สร้างคิวทิวแถวยาวเหยียดให้ชื่นใจ
เมื่อพูดถึงเบอร์เกอร์ในญี่ปุ่น
ในแง่ราคา Mc Donald นั้นมาเต็งหนึ่ง ในความถูกสุดๆ
ในแง่ความอร่อย คุณภาพ ใส่ใจในวัตถุดิบ ก็ต้อง Mos burger โดยมี Freshness burger ตามมาติดๆ

Mos burger เพิ่งมาเคาะประตูบ้านเราไม่นาน ให้ได้รู้จักหน้าตารสชาติ เรียบร้อยลงพุงไปแล้ว
ส่วน Freshness burger เป็นอีกหนึ่งเบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆ
เกิดเมื่อปี 1992 นอนเด่นมาแต่หน้าร้านในสไตล์โอลด์ อเมริกัน
ให้ความสำคัญในความสดใหม่ เป็นประเภทที่รับออเดอร์แล้วจึงลงมือทำเช่นเดียวกับ Mos burger
แต่ตัวขนมปังแปลกกว่าที่อื่น ตรงที่ผสมเนื้อฟักทองเข้าไปด้วย
เครื่องดื่มก็มีหลากหลายกว่าฟาสต์ฟู้ดทั่วไป
ไล่ไปตั้งแต่ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ชาสมุนไพร จนถึงเบียร์ (ขนาดมะนาวโซดาก็ยังมีเลย)
ส่วนน้ำส้มและเกรปฟรุตนั้น คั้นกันสดๆ เห็นกันจะๆ เดี๋ยวนั้น
เครื่องปรุงก็จัดเป็น spice bar ให้ประโคมใส่ตามชอบ
ทั้งเกลือปรุงรส มัสตาด ซอสมะเขือเทศ และทาบาสโก้
แม้จะเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่ก็ไม่ใช้ถ้วยกระดาษ
เครื่องดื่มนั้นเสิร์ฟในถ้วยแก้วหรือกระเบื้อง เบอร์เกอร์ก็มาในตะกร้าสาน

ร้านแรกเริ่มมาจากบ้านไม้ชั้นเดี่ยวเล้กๆใกล้มหาวิทยาลัยโตเกียว
ซึ่งเคยเป็นโรงซ้อมของคณะละครมาก่อน
ที่นายหน้าให้เช่าที่ก็ส่ายหน้าว่า ทำมาค้าอะไรก็ไม่ขึ้น ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา
แต่ คุริฮาระ ผู้ก่อตั้ง freshness burger กลับชอบมาก
โดยคิดว่าสถานที่นี้ช่างเหมาะเจาะกับร้านเบอร์เกอร์ แบบที่เขาเห็นเมื่อครั้งไปเที่ยวอเมริกา
โดยเลือกเจาะตลาดรอง ไม่ท้าชนกับเจ้ายักษ์ใหญ่อย่างแมคหรือมอส
สร้างเอกลักษณ์ความต่างที่เป็นตัวของต้วเอง
จะว่าไปสั่ง แล้วต้องรอ ช้าก็ช้า แต่เขาคิดว่าตลาดญี่ปุ่นนี่ ถ้าเกลียดแล้วเกลียดเลย
แต่ถ้าชอบล่ะก็ได้ heavy user มาเต็มๆ มาซ้ำมาบ่อย รักแล้วรักเลย
ตลาดเล็กแต่มั่นคง ไม่หวือหวา ไม่เพิ่งขาจร กะจับใจให้ผูกข้อมือกันไปเลย

ว่าแล้วก็เลือกตกแต่งร้านด้วยการทาสีแทนการติดวอลเปเปอร์ แถมยังจงใจทาให้ไม่เรียบร้อยนัก
เพดานเปิดโล่ง ไม่ตีฝ้า
ใช้กระดานดำ เขียนเมนูด้วยมือ แทนเมนูบอร์ดแบบสำเร็จ
กระทะทอดเบอร์เกอร์ก็เป็นแบบสั่งทำพิเศษสไตล์อเมริกันบ้านๆ
ทำให้ได้ร้านขายเบอร์เกอร์แบบที่ไม่เคยมีในญี่ปุ่นมาก่อน
โดยทำเลร้านต่อๆมา ก็มักอยู่ในตรอกด้านใน
แทนที่จะอยู่หน้าสถานีรถไฟอย่างเจ้าอื่นๆ
ค่อยๆโตทีละน้อยแต่มั่นคง แถมด้วยภาพลักษณ์เท่ๆ ของคนที่เลือกทาน freshness
นอกจากญี่ปุ่น ที่เกาหลีก็มีสาขานับสิบ และเพิ่งไปเปิดสาขาแรกที่ฮ่องกง

Thursday, November 22, 2007

calendar

20071011_d-bros_main.jpg

อีกไม่นานก็ถึงเวลาของการเปลี่ยนปฎิทินใหม่อีกแล้ว
aoyama book center ร้านหนังสือโปรดก็ไม่ลืมที่จะพาผลงานสวยๆของ
D-BROS แบรนด์ในเครือของ DRAFT เจ้าของผลงานโฆษณาและกราฟฟิคงามๆมากมาย
มาให้เลือกเปลี่ยนบรรยากาศวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่
สำหรับปฎิทิน 2008 มี 6 แบบ หลากสไตล์เช่นเคย
(คำเตือน : ระวังระดับความดันโลหิตอาจจะพุ่งขึ้นตามราคา เมื่อคำนวณเป็นเงินบาท)

20071011_d-bros_ribbon_02.jpg
Ribbon โดย Watanabe Yoshie มาแนวน่ารักแสนหวานตามเคย
คราวนี้เล่นกับริบบิ้น ผูกพันเป้นเรื่องราวน่าเอ็นดู โยงใยบทใหม่หน้าใหม่ในทุกอาทิตย์ ราคา 5,670 เยน

นอกจากนี้ยังมี Picnic โดย Kakinohara Masahiro พาเราไปปิคนิค เล่นกับธรรมชาติ ราคา 3,150 เยน
Rhythm ออกแบบโดย Uehara Ryosuke โยกจังหวะแนว collage ราคา 2,625 เยน
Joy by day by toy ออกแบบโดย Naito Noboru มาพร้อมกับสติ๊กเกอร์ ราคา 4,725 เยน
ตบท้ายด้วยอีก 2 แบบเรียบ 2008 Typeface calendar "Bodoni" ราคา 1,260 เยน
และ 2008 Creator's Diary ราคา 2,940 เยน

Friday, November 16, 2007

Fujiya Peko Chan



ฟุจิยะก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1910 เป็นร้านแรกๆที่ขายขนมแบบตะวันตก
มีไอศกรีมพาเฟ่ต์ เอแคลร์ ชอตเค้กเป็นขวัญใจสำหรับครอบครัวญี่ปุ่นในสมัยกระโน้น
ส่วนหนูน้อยแก้มป่องเปะโกะจังที่เป็นสัญลักษณ์คู่บุญนั้น
เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1950
มีวัย 6 ขวบตลอดกาล กับความสูง 100 ซม.
เป็นที่จดจำ ติดตา คุ้นเคยกับทุกคนด้วยการยืนยิ้มแก้มป่องแลบลิ้นเลียมุมปากอยู่หน้าร้าน
โดยปีหนึ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าราว 8-9 ครั้งตามฤดูกาล

เมื่อตอนอายุ 18 (แต่หยุดตัวเลขไว้ที่ 6 ขวบ) ในปีค.ศ.1968
เด็กแก้มป่องยิ้มหวานนี้ ก็ได้ผ่านการตกแต่งศัลยกรรมกับเค้าด้วย
โดยปั้มเพิ่มความนูนป่องของแก้ม และดวงตาที่กลมกว่า จากเดิมที่หน้าออกจอแบน แก้มไม่พองนัก
และอีก 13 ปีต่อมา ก็มีการปัดแก้มด้วยสีชมพูระเรื่อ

สำหรับส่วนสัดของน้องหนูที่อุตส่าห์มีคนดอดไปวัด อยู่ที่ 58-55-63 (ซม.) กับน้ำหนัก 15 กิโล

แล้วยังเป็นเด็กน้อยที่โดนลักพาตัวมากครั้งต่อปี
ก็เจ้าตัวที่ยืนหน้าร้านนั้น เป็นที่ต้องการของนักสะสม ขายได้ราคาสูงซึ่งอาจถึงหลายแสนเยน
แม้จะมีของที่ระลึกจากการสะสมแต้มของทางร้านให้เก็บสะสมอยู่มากมาย
แต่เปะโกะจังแก้มป่องสูงหนึ่งเมตรที่ยืนอยู่หน้าร้านนั้น ไม่ได้มีไว้ขาย ทำมาเฉพาะยืนต้อนรับมัดใจเท่านั้น
จึงทำให้เกิดคดีลักพาอยู่บ่อยๆ แต่หัวขโมยหลายคนก็โดนจับได้ แถมด้วยโทษจำคุกอีกหลายปี

เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมาเจอมรสุมหนักกับการใช้นมหมดอายุ(เกินไปหนึ่งวัน)ไปทำครีมพัฟ
พร้อมกับการค้นพบคุณภาพที่ไม่ผ่านมาตรฐานสุขลักษณะในสินค้าชนิดอื่นตามมา
สั่นสะเทือนความเชื่อถือของประวัติศาสตร์ 97 ปีของฟุจิยะ
จนต้องปิดทั้งโรงงานและอีก 800 กว่าร้านทั่วประเทศไปชั่วขณะ

ระยะหลังในญี่ปุ่นก็ยังมีคดีเกี่ยวกับปกปิดข้อมูลการขาย/ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารที่เกินอายุอยู่ต่อเนื่องหลายเจ้า
ให้ทายาทเจ้าของบริษัทที่สืบทอดกิจการมาไม่รู้ต่อกี่รุ่น ตกเก้าอี้ประธานลาออกรับผิดชอบกันไป
ซึ่งความน่าเชื่อถือนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตมากสำหรับญี่ปุ่น
เป็นการเขย่าความรู้สึก ความไว้วางใจ และความมั่นใจในคุณภาพ
อันเป็นคดีใหญ่ของสังคม

Sunday, November 11, 2007

sleep



ง่วง ง่วง ง่วง
นอน นอน นอน
หลับ หลั..บ ห...ลั...บ

การปล่อยวาง ละวางจากความวุ่นวายของวัน
การเติมคะแนน เติมไมล์แห่งพลัง
การหยุดเพื่อการขับเคลื่อน ที่สดชื่นฉับไวยามตื่น
วิธีประทินผิว ประทินโฉมให้เปล่งปลั่งดูสดใส
การถนอมบำรุงร่างกาย ป้องกันโรคภัย ด้วยกาลเวลาที่เพียงพอแห่งการนอน
และวิเศษ ประเสริฐสุด กับการหลับอย่างสนิท หลับลึก หลับดิ่ง หลับนิ่งถึงก้นบึ้งแห่งการพัก

*หมูไม้แกะสลัก ผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่น Ogasawara Mikura

Sunday, November 4, 2007

Fairycake Fair

fairycakefair1.jpg

ช่วงนี้มีตึกใหม่ โครงการใหญ่ทะยอยเปิดตัวกันไม่หยุดที่โตเกียว โดยเฉพาะแถบ Yurakucho - Ginza
หนึ่งในนั้นที่จ้องจับตาก็คือ Gransta ในสถานีโตเกียวที่กำลังยกเครื่องครั้งใหญ่
ให้เป็น Tokyo Station City สร้างเมืองน้อยๆรองรับอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า
(ก็สถานีโตเกียวเปิดให้บริการมาตั้งแต่ค.ศ.1914 อีกไม่กี่ปีก็ครบ 100 ปี
เลยวางแผนอนาคตไว้สักอีก 100 ปี คิดไกลกันแบบน่าคารวะ)

กลับมาที่ Gransta เป็น ekinaka (ช้อปปิ้งมอลล์น้อยๆในตัวสถานี) แห่งล่าสุด
แน่นอนต้องรวบรวมร้านเด่นร้านดังไว้มากมาย
ที่น่าสนใจน่าจับตาเจ้าหนึ่งก็คือ Fairycake Fair
คัพเค้กสไตล์อังกฤษ ที่โปรดิวซ์โดยคุณอิกะระชิ โระมิ
ผู้เชื่ยวชาญเรื่องขนมชื่อดังมีผลงานมากมาย โด่งดังมากจาก romi-unie confiture
ถูกดึงให้มาสร้างมนต์เสน่ห์ร้านขนมใหม่แห่งนี้
ซึ่งได้ดัดแปลงปรุงแต่งผสานเทคนิคทำขนมของฝรั่งเศสที่เธอเชี่ยวชาญ
กับเนื้อเค้กแบบมึชิปังของญี่ปุ่น ออกมาเป็น tokyo line
เนื้อเค้กนุ่มหยุ่นแสนชุ่มฉ่ำ ยั้งความหวานไว้เพียงน้อย เหยียบแคลลอรี่ไว้เตี้ยๆ
ตบหยอดด้วยส่วนผสมแสนเย้ายวน อย่างถั่วแดงบดแบบหยาบกับเนื้อเค้กน้ำตาลทรายแดง,
คาราเมลซอสที่รองฐานกับเนื้อเค้กไข่รสพุดดิ้ง หรือสวีทโปเตโต้ครีมกับเค้กมันเทศ

สำหรับ baked line นั้น เน้นเนื้อเค้กแน่นเนียน เรียบง่ายแสนเข้ากันกับมิลค์ทีแบบอังกฤษ
อาทิ honey lemon เค้กน้ำผึ้งผสมมะนาวหน้าเลมอนไอซ์ซิ่ง,
ส่วน indian เป็นเค้กรสกะหรี่ออกเค็มปะแล่มๆซ่อนแกงกะหรี่เนื้อข้นไว้ภายใน
หรือ champignon เป็นเค้กรสเกลือเคล้าด้วยเห็ดผัดเนยกระเทียมวิ่งกระจายแผ่ร่มไปทั่วตัวเค้ก

ส่วน fairy cake เป็นคัพเค้กแบบอังกฤษดั้งเดิม เน้นความอร่อยแบบโฮมเมด และการตกแต่งสุดน่ารัก
เช่น rasberry เค้กวานิลาสอดไส้แยมราสเบอรี่ของ romi-unie confiture ตกแต่งหน้าด้วยครีมชีสสุดเข้มข้น
สำหรับ banana chocolate ด้านล่างเป็นกาโตว์ชอกโกล่าผสมน้ำผึ้งที่พร้อมหลอมละลายในปาก
ผนวกกับกล้วยกวนเป็นคาราเมล กับหน้าครีมสด ให้คำโตคำนั้น มิลืมเลือน
ส่วนสาวเปรี้ยวต้องลอง orange chocolate คราวนี้กาโตว์ชอกโกล่าปรุงกลิ่นด้วยผิวส้ม
ซ่อนแยมส้มที่กลางใจ ตบรสด้วยชิ้นส้มเต็มๆที่บนหน้า

ช่างเป็นช่วงเวลาทองของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลากสาขา ที่ตอนนี้ต่างขายดี
มีแต่คนดึงให้ไปโปรดิวซ์โน้นนี้ สร้างสรรค์โปรเจ็กต์กันสนุกสนาน (แถมได้สตางค์!)

Monday, October 29, 2007

Kashiwa Sato and 年賀葉書

index-fig04.jpgdesign_02-fig08.jpgdesign_03-fig06.jpgdesign_04-fig02.jpgdesign_05-fig10.jpgdesign_06-fig08.jpgdesign_07-fig02.jpg

ชอบจริงๆเลยงานแบบนี้
คุณพี่ Kashiwa Sato อีกแล้ว ออกแบบ ไปรษณียบัตร ส.ค.ส ให้ไปรษณีย์ญี่ปุ่น
(ที่เพิ่งแปรรูปหลังยืดเยื้อมานาน)
มีทั้งหมด 7 ชุด ชุดละ 5 ใบ ขายชุดละ 500 เยน
Traditional Red, 松・竹・梅・春・曙, A Happy New Year, 謹賀新年 Typography, 8,
かわいいお正月 และ Contemporary New Year
แถมถ้าเฮง ยังได้ลุ้นโชคได้อีก รางวัลที่ 1 เป็น sharp AQUOS หรือ แพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ
(ไปรษณียบัตร ส.ค.ส ของไปรษณีย์ญี่ปุ่นมีแจกโชคทุกปี จับจากหมายเลขที่ประทับอยู่ที่ท้ายไปรษณียบัตร
หนึ่งในเจ้านายเก่าท่านก็ชอบส่งมาให้ แถมกรุณาจดเบอร์เก็บไว้ บอกว่าจะช่วยเช็ค เผื่อถูกรางวัล)
เริ่มขายวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ และแน่นอนว่าพิมพ์จำนวนจำกัด

ช่วงปีใหม่คนญี่ปุ่นนิยมส่งส.ค.สเช่นกัน
โดยธรรมเนียมไปรษณีย์ญี่ปุ่นจะรวบรวมส่งมาทีเดียวเป็นปึกถึงมือผู้รับในเช้าวันที่ 1 มกราคม
(ในข้อแม้ที่ผู้ส่งได้ระบุว่าเป็นส.ค.ส ปีใหม่และส่งภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะทะยอยถึงผู้รับตามปกติ)
เป็นความรื่นรมย์ในการรับและอ่านส.ค.สในเช้าวันปีใหม่ท่ามกลางอากาศแสนเย็น แต่อบอุ่นใจ
แต่วันปีใหม่สำหรับพี่ไปรษณีย์ญี่ปุ่น คือ วันทำงานหน้ามืด

Friday, October 26, 2007

ข้าวต้มยามเช้า



คล้ายๆว่าลมเย็นเริ่มจะมาเยือน
กรมอุตุท่านว่าปีนี้อากาศจะหนาวนาน
ข้าวต้มร้อนๆยามเช้าในหน้าหนาว อร่อยดีแท้
เคยทานข้าวต้มตอนเช้าๆกันสักกี่โมงกันค่ะ
ข้าวต้มเช้าของร้านซึชิคิวที่เมืองอิเซ่ เค้าขายช่วง 4:45 ถึง 7:30น.
เป็นร้านเก่าแก่ชื่อดังประจำเมือง ขายดีมากๆ
แค่ตี 4 บัตรคิวก็ปาเข้าไปเบอร์ 450 โน่นแล้ว (แล้วต้องตื่นมาจากบ้านกี่โมงกันนี่)
ขายเป็นเซ็ตเมนูประจำเดือน เปลี่ยนชนิดข้าวต้มตามของสดในฤดูกาล ในทุกวันที่หนึ่งของเดือน
เพื่อให้ได้ทานของอร่อยแห่งช่วงเวลานั้นๆ และได้ชื่นชมธรรมชาติแห่งฤดูกาลอย่างแท้จริง
อย่างเดือนกันยายนเป็นข้าวต้มเห็ดชิเมะจิ เดือนตุลาคมก็เป็นข้าวต้มใส่มันเทศ
เดือนหน้าพฤศจิกายนก็จะเป็นข้าวต้มหอยนางรม เป็นต้น
ชุดละ 600 เยน มาแบบเรียบๆ ประกอบด้วย ข้าวต้มประจำเดือน ปลาย่างหนึ่งตัวย่อม
ไข่เจียวหนึ่งชิ้น ของต้มหนึ่งชนิด และผักดอง
เมนูยิ่งเรียบง่ายเท่าไร ก็ยิ่งได้พิสูจน์รสชาติของแท้
ข้่าวญี่ปุ่นเม็ดสั้นอวบอิ่ม หุงเป็นข้าวต้มอร่อยเหลือแสน
นี่แถมมีมันเทศสีเหลืองอ๋อยลงไปอีก...
นึกภาพบรรยากาศพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ฟ้ายังไม่สาง
ก็มีคนมากมายยืนเข้าคิวหน้ามืด (ไม่ง่วงก็หิว) เต็มอยู่หน้าร้านแบบญี่ปุ่นโบราณ
ทำให้อยากลองตะกายตื่นไปชิมสักครั้ง!

*เสียดายไม่มีรูป ดูข้าวต้มญี่ปุ่นจากที่อื่นประกอบจินตนาการแทนแล้วกันนะค่ะ

Monday, October 22, 2007

Nelson Shin



เมื่อวานดู CNN talkasia สัมภาษณ์คุณลุง Nelson Shin เจ้าพ่อหนังการ์ตูนแห่งเกาหลีใต้
แล้วหูผึงตาลุกโพลงในผลงานตั้งแต่ยุค 1970s ที่อเมริกา
จนมาตั้งบริษัทรับทำเป็น OEM ให้การ์ตูนซีรี่ย์มากมาย
สารพัดเบื้องหลังงานการ์ตูนตั้งแต่ The Pink Panther, Dilbert, Transformers ถึง The Simpsons
เพิ่งรู้ว่า The Simpsons ทำในเกาหลีใต้
หลังจากได้รับบทแต่ละตอน ทีมชาวเกาหลีจะแปรเป็นสตอรี่บอร์ด แล้ววาดทีละเฟรมด้วยมือ
จากนั้นค่อยสแกนทั้งหมด ต่อไปก็ลงสีในเครื่อง
เมื่อบรรจงเสร็จเป็นการ์ตูนสวยๆ ค่อยส่งกลับไปอเมริกาเพื่อลงเสียง
โอ้แม่เจ้า! อึ้งไปเลย (ก็มุขบทเรื่องซิมป์สันไม่ใช่ง่ายๆเลย)
ยิ่งไปกว่านั้นคุณลุงยังเป็นคนสร้างสรรค์ lightsaber ของเหล่าเจไดใน Star Wars อีกด้วย
(ต้องฟังตอนคุณลุงเล่าถึงวิธีคิดและออกแบบ lightsaber )
ชมย้อนหลังที่ CNN talkasia

Thursday, October 18, 2007

shadow dancing

shadow1.jpg

แสงยามเย็นส่องสาดหน้าต่างผ่านต้นขนุนที่เต้นระบำส่ายกิ่งพริ้วไหว
กระทบกำแพงห้อง กลายเป็นเงาระยิบระยับ
โยกไหวไปมาแบบเมามันในทุกเย็น
มาช่วงนี้ ไร้แสงเงาแห่งขาแดนซ์
ด้วยพี่ตะวันแกลาพักประจำปีหนีพี่พิรุณ
ถึงน้องขนุนจะแดนซ์ด้วยแรงน้องวายุ
แต่ขาดพี่ตะวันมาช่วยส่งแสง
การแสดงแห่งเงาระบำจึงไม่ปรากฏ
กลายเป็นโชว์ทางเสียง กระหน่ำกลองแบบเฮฟวี่ร็อค
พร้อมปริมาณน้ำแบบบุฟเฟ่ต์ตกไม่อั้นแทน
ใครว่าเมืองไทยมีแต่ฤดูร้อน
เดี๋ยวนี้มี 2 ฤดูไปแล้ว ฤดูร้อน กับฤดูน้ำ

Friday, October 12, 2007

ไอศกรีม



ไอศกรีม...
เทคโนโลยี่ที่คนทั้งโลกหลงใหลหลงรักในทุกเพศทุกวัย
เป็นสิ่งประดิษฐ์ทานได้ แสนชื่นใจ
ชนะใจทุกถิ่นที่ที่ไปเยือน
แม้ชาติกำเนิดจะมาจากตะวันตก แต่ก็พร้อมหลงรักแต่งงานกับชาวถิ่นในทุกที่
จนกลมกลืนถือสัญชาตินั้นๆไป

ทั้งเมืองหนาว เมืองร้อนก็อ้าแขนรับรักอย่างไร้ข้อกังขา
เพราะต่างรับมาที่ตรง "หัวใจ" แห่งวิธีทำ มิใช่เพียงรูปลักษณ์หรือหน้าตา

*รูป-ไอศกรีมถั่วแดงแบบแท่งของลอตเต้ มีถั่วแดงชั้นดีจากฮอกไกโดวิ่งกระจายอยู่ทั่วแท่ง
ถ่ายตอนออกจากตู้เย็นใหม่ๆ เจ้าไอเย็นเลยยังเป็นหมอกคลุมเม็ดถั่วไว้มิด ไม่เห็นตัว

Sunday, October 7, 2007

matchbox labels



วันนี้ได้ชมนิทรรศการไม้ขีดไฟนานาชาติโดยบังเอิญที่โซนเอเทรียม ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า


ติดใจ Caltex "สอาดงามตระการ"
ส่วน Esso ในรูปแรกก็เด่นไม่เลว แต่เอ...สมัยก่อน ปั๊มน้ำมันแจกไม้ขีดไฟด้วย!!!











Wednesday, October 3, 2007

hello UT

ut-hello-front.jpg

ฮัลโหล
เป็นสัญญาณแห่งความเป็นมิตร
เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแห่งการสนทนา
เป็นอาวุธลับกระตุ้นความสนใจ
เป็นตำหรับการปรุงสร้างรอยยิ้ม
เป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกมิตรภาพให้งอกงาม

ฮัลโหล
โอะ...โอ...ผ่านรอบแรกไปกับเค้าด้วย
ไปช่วยโหวตกันได้ที่ UT Grand Prix 08

ut-hello-back.jpg

Monday, October 1, 2007

pebble eraser



ไม่ว่าผิดแบบไหน ก็ไม่มีใครอยากผิด
แต่เมื่อผิดแล้ว ต้องรู้ผิด
แล้วกระวีกระวาดให้รู้ถูก
แก้ผิดเป็นถูก
พร้อมจำที่ถูกที่ผิด
ไม่ให้เกิดผิดซ้ำผิด

ยางลบก้อนโตของ Bethge Hamburg เจ้าแห่งเครื่องเขียนชั้นเยี่ยมจากเยอรมัน
รูปร่างกลมกลึง กระชับมือ หนักเล็กๆพอใช้แทนที่ทับกระดาษได้
ผิวนวลน่าลบ จนไม่กล้าลบ
สะดุดกับข้อความเด็ดๆ จนต้องซื้อ(มาเก็บ)

Friday, September 28, 2007

intermission



ขอพักยกต่ออีกนิด
*วาดไว้เป็นส.ค.ส.ปีจอที่ผ่านมา

Thursday, September 27, 2007