Thursday, February 28, 2008

เรื่องหมูๆ



เรื่องหมูๆ
ใช่ว่าจะหมูๆ
หมูๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆเสมอไป
อย่างหนังสือ Pork & Sons เป็นตำราอาหารจากหมูในทุกส่วนสัด ทุกวัย ทุกประเภทของหมู
กับหลากหลายสไตล์ที่ล้วนชวนน้ำลายหกทั้งสิ้น
ที่สำคัญ Pork & Sons ยังได้นำเราเข้าไปสู่โลกของผู้คนที่จริงจังกับเรื่องหมูเป็นยิ่งนัก
อบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจริงในอาชีพของตน
วัฒนธรรมที่สืบทอดของตระกูล จากรุ่นสู่รุ่น
เนื่องจากผู้เขียนเป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูลที่อุทิศตนให้กับหมูแห่งหมู่บ้านที่ Ardeche plateau ในฝรั่งเศส
แล้วยังเป็นเจ้าของร้านอาหาร Viila 9 Trois ใกล้ปารีส ที่ขึ้นชื่อในความเชี่ยวชาญเรื่องหมู
art direction ของหนังสือเล่มนี้ ก็ช่างดูมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง
ทำเรื่องที่แสนจริงจังเป็นเรื่องสบายๆ ง่ายๆ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน
และดูอบอุ่นเป็นที่สุด


บทเรียนง่ายๆเกี่ยวกับอะนาโตมี่ของหมู





ภาพถ่ายที่แสนอบอุ่น และมีสไตล์



และที่น่ารัก น่าหยิกสุดๆ ก็ต้องยกให้ภาพประกอบของ Jose Reis de Matos
สุดขำกลิ้งกับอารมณ์ขัน ที่ซุกซ่อนมุขมากมายในหน้าต่างๆ แม้แต่ foot note
ให้รีบกอดหนังสือ รี่ไปเคาน์เตอร์เช็คบิลพากลับบ้านโดยพลัน


หมูมุดไส้ เป็นไส้กรอก


หมูเต้นระบำแคน แคน โชว์น่อง ในหมวดเกี่ยวกับ"แฮม"

Pork & Sons
author : Stephane Reynaud
photographs : Marie-Pierre Morel
illustrations : Jose Reis de Matos
publisher : Phaidon
isbn 978 0 7148 4761 0

Friday, February 22, 2008

dean&deluca



ความรู้สึกใจเต้นระรัวดั่งจังหวะกลองแต๊กวงดุริยางค์ค่อยๆเร่งไล่ความเร็ว
แล้วแปรวงกลายเป็นออร์เคสตร้ากระหึ่มไปทั่วทุกห้องหัวใจ
ยามเมื่อแรกพบกับ dean&deluca ที่โซโห นิวยอร์ค
เท้าที่ถูกตรึงด้วยมนต์สะกดตอกหมุดให้ยืนนิ่ง อึ้งกับพรีเซนเทชั่นของเหล่าผักผลไม้ด้านหน้า
สายตาค่อยๆกวาดสแกนความละลานตาทีละน้อย
ค่อยๆขยับองศาเพื่อเก็บรายละเอียดละเลียดความน่าตื่นตาตื่นตาในความน่าอร่อยในทุกอย่าง
ร่างกายเคลื่อนไหวด้วยจังหวะสโลว์โมชั่นโดยไม่รู้ตัว
แม้ขนาดร้านจะไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่แต่ละโซนแต่ละมุมก็อัดแน่นด้วยคุณภาพ
ยั่วทั้งสายตาส่งสั่งไปยังสมองต่อไปสู่อาการน้ำลายสอสุดๆ
dean & deluca ก็พุ่งปรู๊ดขึ้นชาร์ตติดอันดับร้านในดวงใจตั้งแต่นั้นมา
เป็น a must ของทริปนิวยอร์ค

deandeluca-can.jpg

dean&deluca เริ่มจากร้านขายของชำเล็กๆที่หัวมุมถนน ในย่านโซโห นิวยอร์ค เมื่อปี 1977
โดย Joel Dean และ Giorgio DeLuca
ปัจจุบันนับเป็นกูรเม่ต์สโตร์ อันเป็นที่รักแห่งหนึ่งของเหล่านักกินทั่วโลก
คัดสรรสุดยอดของอร่อยจากทุกสารทิศมารวมกัน
เสริมเสน่ห์ด้วยสุดยอดวิชวล พรีเซ็ตเทชั่นเร้าทุกสัมผัสให้ตื่นในทุกโสต
จนอดไม่ได้ที่จะซื้ออะไรกลับบ้านไปจนได้
ส่วน dean&deluca cafe ก็สุดเท่ (ร้านที่ Felicity ทำพาร์ตไทม์ไงค่ะ)
ที่มัดใจไว้แน่นอีกอย่างก็ตรงโลโก้และแพ็คเกจจิ้งดีไซน์อันเรียบง่าย ดูดีมีรสนิยม
(และถูกลอกเลียนแบบสไตล์มากที่สุดเจ้าหนึ่งด้วยเหมือนกัน)



สำหรับในญี่ปุ่น dean&deluca มาเปิดตลาดตั้งแต่ปี 2003
ทั้งในรูปแบบ market store และ cafe
เริ่มจากสาขาแรกที่ Marunouchi ในตึก Mitsubishi UFJ
และขยายสาขาต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น Aoyama, Tokyo Midtown, Gransta หรือแม้แต่สนามบิน Haneda ฯลฯ
ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว super premium ice cream ของ dean&deluca
ยังได้ไปเสิร์ฟบนไฟลท์ชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจของ JAL อีกด้วย
นอกจากหรูหราบนท้องฟ้า ล่าสุดยังติดดินวางขายในร้าน family mart ให้ได้ลิ้มรสกันง่ายๆอีกด้วย

*ภาพบนสุดและล่างสุด-dean&deluca สาขาโตเกียวมิดทาวน์

Sunday, February 17, 2008

kinokuniya and kinokuniya

kino-n-kino.jpg

kinokuniyashotene.jpg
คิโนะคุนิยะนี้ = ร้านหนังสือ
คิโนะคุนิยะนี้ ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1927
คิโนะคุนิยะนี้ มีแฟลกชิปสโตร์อยู่ที่ชินจุกุ
คิโนะคุนิยะนี้ มีสีน้ำเงินเป็นสีประจำกาย
คิโนะคุนิยะนี้ ไปบุกเบิกเปิดสาขาต่างประเทศแห่งแรกที่ซานฟรานซิสโกเมือปีค.ศ.1969

kinokuniyae.jpg
คิโนะคุนิยะนี้ = ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรู
คิโนะคุนิยะนี้ ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1910
คิโนะคุนิยะนี้ มีแฟลกชิปสโตร์อยู่ที่อาโอะยามะ
คิโนะคุนิยะนี้ มีสีเขียวเป็นสีประจำกาย
คิโนะคุนิยะนี้ ให้กำเนิดซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในญี่ปุ่นเมือปีค.ศ.1953

ต่างฝ่ายต่างชื่อ kinokuniya เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอ้นใดกันเลย
ถึงจะออกเสียงเหมือนกัน แต่ก็ใช้อักษรคันจิต่างกัน

kinokuniyashotenj.jpg
ที่ตัว"คุนิ"ของฝั่งร้านหนังสือใช้ตัวคันจิแบบเก่า 國

kinokuniyaj.jpg
ส่วนตัว"โนะ"ของฝ่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นใช้ตัวย่อ ノ

แต่ที่เหมือนกัน คือ ต่างก็มีชื่อเสียงเอกอุเฉพาะด้านที่ตนถนัด
ถ้าเป็นเรื่องของหนังสือ kinokuniya ก็ถือเป็นร้านเก่าแก่ชื่อดังมีสาขามากมายทั้งในและต่างประเทศ
แต่ถ้าเป็นเรื่องของอาหาร kinokuniya ก็เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูชั้นแนวหน้า
เป็นที่นิยมทั้งในหมู่มาดามญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

ร้านหนังสือ kinokuniya เราคงคุ้นหูคุ้นตารู้จักกันพอควร
ส่วน kinokuniya ซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น มีชื่อเสียงโดดเด่นโด่งดัง เป็นผู้นำในหลายๆเรื่อง
นอกจากจะนำเสนอรูปแบบซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่นกับระบบบริการตนเอง self service
ให้ลูกค้าเลือกหยิบสินค้าใส่รถเข็น(ซึ่งมีไม่กี่คันในประเทศขณะนั้น)ด้วยตนเอง
ไปชำระเงินที่เครื่องแคชเชียร์ ซึ่งร้านทั่วไปในตอนนั้น ยังใช้ระบบจ่ายและทอนเงินผ่านตะกร้า
สร้างความแปลกใหม่อย่างมากในยุคนั้น
แถมยังเก๋เท่ด้วยการใส่สินค้าด้วยถุงกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลแบบตะวันตก
แล้วยังนำสมัยด้วย in store bakery อบขนมปังร้อนๆภายในร้านมาตั้งแต่ปี 1956
(ปัจจุบันอบขนมปังใหม่ๆร้อนๆกว่า 250 ชนิดทุกวัน
เรียกว่ามีขนมปังแทบจะทุกชนิด ของทุกชาติเลยทีเดียว เล่นเอายืนงงเลือกไมถูกเชียว)
ในปีค.ศ.1963 ได้ริเริ่มเป็นผู้นำเสนอวัฒนธรรมอาหารแนวตะวันตกที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันนักในสมัยนั้น
ด้วยจัดโปรโมชั่น/แฟร์อาหารชาติต่างๆ เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของลูกค้า
พอปีถัดมาก็เป็นเจ้าแรกที่นำเข้าชีส บินตรงจากฝรั่งเศส ในปีค.ศ. 1964
สร้างความนิยมในการบริโภคชีสกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา
ครั้นปีค.ศ.1995 ก็นำเสนอ my bag campaign รณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
จุดกระแสความนิยมกระเป๋าผ้า kinokuniya (*รูปบน) ไปทั่ว
จากเดิมที่เป็นของสมนาคุณด้วยการสะสมแสตมป์
แต่ด้วยเสียงเรียกร้องมากมายจนภายหลังต้องผลิตออกจำหน่ายเป็น long seller ถึงปัจจุบัน

เหมือนที่ชื่อและมีชื่อเช่นเดียวกัน แต่ต่างกิจการและเจ้าของ

Tuesday, February 12, 2008

おまけ

omake-for-cp.jpg

おまけ โอะมาเคะ
คือ ของแถม หรือ ส่วนลดพิเศษ หรือ บริการพิเศษเพิ่มเติมเมื่อเวลาซื้อสินค้า
โดยเฉพาะบรรดาขนมของขบเคี้ยวในญี่ปุ่นมักนิยม มีสติ๊กเกอร์ หรือ ของเล่นชิ้นเล็กๆ เป็นของแถม
แม้มิได้มีมูลค่าสูงส่ง แต่ก็เป็นที่ชื่นชูใจ
และเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ สำหรับผู้ที่สั่งซื้อหนังสือโตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบ จาก curious pig
おまけ โอะมาเคะ เล็กๆน้อยๆ ประกอบด้วย
ที่คั่นหนังสือและสติ๊กเกอร์อย่างละ 1 อัน
สติ๊กเกอร์นี้ เป็นประเภท DIY เล็กๆ คือ
ต้องรบกวนให้แต่ละท่านกรุณาลงกรรไกรตัดชับๆตามกรอบที่แบ่งไว้ด้วยตนเอง
ส่วนการใช้ก็อเนกประสงค์ตามใจชอบ
เข็มนาฬิกาก็ขีดเขียนได้ตามหมายกำหนดการของหัวใจ
สำหรับแบบและสีนั้น random สุ่มส่งแล้วแต่ดวงค่ะ
หวังว่าคงจะชอบกันนะคะ

Thursday, February 7, 2008

โตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบ



ทำไมถึงชอบไปโตเกียว?
...
ไปโตเกียวอีกแล้ว!
...
ไปประจำไม่เบื่อหรือยังไง?
...
ครั้งล่าสุดที่ไปโตเกียว เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่โน่นก็ถามอีกว่าเคยมากี่ครั้งแล้ว
(บังเอิญขึ้นพาสปอร์ตเล่มใหม่พอดี)
... (ครั้งที่เท่าไรหนอ)

ก็โตเกียวเป็นเมืองน่าพิศวง เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจแก่ทั้งคนที่ไม่เคยไปและเคยไป
เพราะถ้าไปแล้วก็อยากไปอีก ไปแล้วไปอีก
ทุกครั้งที่ไปก็จะได้พลัง ได้แง่มุมที่ไม่เคยซ้ำ มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะจากความใหม่ทันสมัยหรือความงดงามละเมียดละไมของวัฒนธรรม
จึงทำให้อยากไปไม่รู้จบ

ด้วยแรงผลักดันชั้นยอดจากการตามหาหนังสือโตเกียว โตเกียวของหลายๆท่าน
ทำให้เกิดความเกรงใจสุดๆ ในความเปลี่ยนแปลงของโตเกียว
ที่มีที่น่าสนใจใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ผนวกกับข้อมูลที่น่าแบ่งปันเพิ่มเติม

โตเกียว โตเกียวไม่รู้จบ จึงเริ่มกันตั้งแต่
อากาศ อุณหภูมิ รวมทั้งเสื้อผ้าที่ควรสวมใส่
ที่สำคัญคือรสชาติของแต่ละฤดูกาล
อันเป็นเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งที่สร้างความหลากหลายแสนชวนชมและชวนชิม
พร้อมลงเจาะลงบางหมวดบางประเภทที่น่าสนใจ เช่น เดะปะชิกะ (แผนกอาหารตามห้าง)
ไปถึง เอะชิกะ (ชอปปิ้งมอลล์น้อยๆในสถานีรถไฟใต้ดิน)
และ เอะกินะกะ (ชอปปิ้งมอลล์ในสถานีรถไฟบนดิน)
พาไปลัดเลาะต่อกับหมวดร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน ร้านของเล่น ฯลฯ
ว่าแล้วก็ให้เมามัน วาดแผนที่ประกอบหมวดซะด้วยเลย
ต่อด้วยการไล่อัพเกรดอัพเดตข้อมูลล่าสุดของถิ่นต่างๆ
เนื่องจากมีสถานที่น่าสนใจเปิดใหม่เพียบ
และแน่นอนว่าย่อมไม่ขาดวิธีการโหนรถไฟไปแต่ละถิ่นพร้อมแผนที่เช่นเดิม



คราวนี้ก็อย่างเคย เขียนๆหยุดๆตามโอกาส
รู้ตัวอีกทีก็เพลินไปหน่อย บวมเป็น 306 หน้า (เล่มแรก 200 หน้า)
จากนั้นก็โกยรูปถ่าย รูปวาด พร้อมเนื้อความ
ส่งต่อให้ maewpilar รับหน้าที่จัดรูปเล่มเช่นเคย
สำหรับกระดาษ มติพ้องกันว่ากลับมาที่กระดาษเดิมเหมือนเล่มแรกที่มีน้ำหนักเบาสบายมือ
ตอนแรกหน้าปกกะว่าจะใช้ภาพถ่าย แต่พอmaewpilarเห็นภาพประกอบที่วาดไว้สำหรับหน้ารถไฟ
ก็ปิ๊ง บอกว่าเอาเป็นปกเถอะ เลยต้องวาดรูปอื่นใหม่แทนในหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องรถไฟ
ส่วนรูปถ่ายก็มากมายจนต้องตัดใจไปหลายรูป
หรือขำกลิ้งแทบตายเมื่อเจอเงาสะท้อนคนถ่ายซ่อนอยู่จิ๋วๆท่ามกลางขนม (น่ากลัวมาก)
อย่างนี้ไม่ต้องคิด ตัดออก! ตัดออก!
แล้วสองพี่น้องก็ทำความเวียนหัวแก่โรงพิมพ์เช่นทุกครั้ง
กับการเรียงร้อยหน้าแบบพิสดาร ลำบากต่อการเย็บเล่มเป็นอย่างยิ่ง (ขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วยคะ)
และในที่สุดโตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบก็พร้อมสู่ทุกร้านหนังสือแล้วค่ะ
(คงทะยอยวางโดยเริ่มจากร้านนายอินทร์ก่อน-จัดจำหน่ายโดยอมรินทร์)

หรือสั่งซื้อหนังสือมาที่ curiouspig@gmail.com
โตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบ เล่มละ 248 บาท (ค่าจัดส่งฟรี)
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพลินจิต
ชื่อบัญชี อัญชลี ศรีไพศาล เลขที่ 059-2-67772-9
กรุณาแจ้งชื่อ-ที่อยู่ที่จะให้จัดส่ง พร้อมวันเวลาในการโอน มาด้วยนะคะ
จะรีบส่งให้พร้อม おまけ โอะมาเคะ-ของแถมเล็กๆน้อยๆ
(พิเศษเฉพาะที่ curious pig เท่านั้นค่ะ)

Saturday, February 2, 2008

ความเดิมจากหนังสือโตเกียว โตเกียว

my first book

ปฎิบัติการเริ่มเมื่อฟ้าสางของทุกวันหยุดสุดสัปดาห์สมัยเรียนอยู่ที่โตเกียว
ตาลุกโพลงกระวีกระวาดกระเด้งจากเตียง
จัดการภารกิจงานบ้านงานเรือนอย่างขมีขมัน
ปัดกวาดเช็ดถู ซักเสื้อซักผ้าแบบเรียบวุธ
แล้วจัดแจงแต่งกายพร้อมลุยพุ่งออกจากบ้าน
สับเท้าถี่ยิบทำเวลา เพื่อที่จะได้มีเวลาลุยอย่างละเอียดสุดเริงใจ
เดินจนรองเท้าสึกเป็นคู่ๆทุกปี
ด้วยความชอบ ผสมความบ้าข้อมูล
จึงไม่พลาดที่จะไปเช็ค ไปชม ไปชิม ไปเวียน ไปวน แบบไม่จำกัดวง
มีความสุขกับเดินเลาะตามตรอกซอกซอยเป็นที่สุด
ตามประสานักเรียนแฟชั่น จึงนิยมไปพลิก ไปจับ ไปสัมผัสเลื้อผ้าสวยๆให้ชื่นใจ
บ่อยครั้งก็ใจละลายเทกระเป๋าซื้อ
ด้วยอาการภูมิแพ้แพทเทิร์นพิศดาร ไอเดียน่าเคารพ ตะเข็บเนี้ยบๆ
และยังแสนสุขใจในการดอมดมงานศิลปะงานดีไซน์เยี่ยมๆ สถาปัตยกรรมน่าทึ่ง
อาหารอร่อย ขนมสร้างยิ้ม
โดยไม่ละเว้นที่จะสูดกลิ่นซึมซับความละไมแห่งวัฒนธรรม
แล้วถ้าการบ้านไม่ถล่มทับจนเกินไป หลังเลิกเรียนก็มีแว่บมีแวะร้านโน้นร้านนี้อยู่เป็นนิจ
(ช่วงเย็น สมองมักเต็มไปด้วยของกินที่เริ่มวิ่งหมุนภาพสไลด์มาแต่บ่าย)
ครั้นเรียนจบกลับมาทำงานก็ให้เวียนวนอยู่กับญี่ปุ่น
แล้วสายงานก็เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวของวิถีชีวิตแฟชั่น
การเกาะติดวิ่งตามข่าวสารของโตเกียวจึงยังคงไม่คลาดสายตา
เป็นเมืองที่แวะไปอยู่เป็นประจำติดต่อกันนับแต่นั้นมา ก็กว่าสองทศวรรษ

โตเกียว เป็นเมืองที่สุดน่าพิศวง
มิใช่เพียงมหานคร ศูนย์กลางธุรกิจที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเพียงอย่างเดียว
หากมีแง่มุม ใบหน้าที่ซับซ้อน ขึ้นกับผู้ที่ไปเยือนจะได้ประสบที่องศา หรือใบหน้าไหน
นำพามาสู่ความที่อยากให้เพื่อนพ้องพี่น้อง ผู้ร่วมงานได้สัมผัส ได้รู้จักโตเกียวในแง่มุมต่าง
ได้ประสบการณ์แบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล
จึงสนุกกับการจัดสรรข้อมูลที่ให้แต่ละคนลุยโตเกียวได้ด้วยตนเองอยู่เป็นประจำ
เพราะการที่จะได้พบ ได้เห็น หลากหลายใบหน้าของโตเกียว โดยเฉพาะในแง่มุมที่แต่ละคนสนใจนั้น
เป็นมนต์เสน่ห์ที่จะสัมผัสได้ด้วยการลุยด้วยตัวเองเท่านั้น
ต่อมาได้ลุกลามไปสู่คนรู้จัก ต่อไปยังคนรู้จักของคนรู้จัก
กระนั้นเลยเขียนเป็นหนังสือแบ่งปันกัน
อันเป็นที่มาของโตเกียว โตเกียว เล่มแรกเมื่อสองปีก่อน
และนำมาสู่ โตเกียว โตเกียว ไม่รู้จบ เล่มล่าสุด ที่จะได้เจอหน้ากันในอีกไม่กี่วันนี้