Tuesday, March 29, 2011

14.3.2011



เช้าวันจันทร์ "กริ๊ง! กริ๊ง!" เสียงโทรศัพท์ในห้องพักดังขึ้น จึงคว้าหมับพอรับมาปุ๊ป เสียงจากพนักงานโรงแรมก็ระรัวแจ้งว่า "ขออภัยครับ เราเพิ่งได้รับการแจ้งจากทางรถบัสลิมูซีนว่ารถบัสที่จะไปนะริตะที่จองไว้วันนี้ จะไม่มาจอดรับที่โรงแรมครับ" จากที่งัวๆเงียๆอยู่ ก็ตื่น ตาแป๋วขึ้นในทันที ฮะฮ้า!" เซอร์ไพรสดั่งถูกสลากกินแบ่งแบบไม่รู้ตัว

จากนั้นก็จึงรัวกลับไปบ้างว่า อะไรนะคะ ไม่มาจอดที่โรงแรม รถบัสลิมูซีนไม่วิ่งทั้งหมดเลยหรือ (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้) narita express ล่ะคะ (อันนี้ยิ่งอาจยากเพราะรถไฟยังวิ่งไม่เต็มที่อยู่ เที่ยวรถน้อยกว่าเดิมมาก) พนักงานโรงแรมก็ไม่แน่ใจ ไม่กล้ายืนยันในทุกคำถาม แล้วข้าพเจ้าจะไปสนามบินอย่างไรกันนี่ จากที่เว้ากันเป็นภาษาอังกฤษในตอนต้น ก็เริ่มซักรัวเป็นภาษาญี่ปุ่นให้แน่ใจ สรุปรวมความ คือ เจ้าหน้าที่โรงแรมท่านบอกแต่ว่าไม่มาจอดแน่ รายละเอียดนั้นไม่สามารถให้ได้มากว่านี้ เอาเป็นว่า เชิญข้าพเจ้าเดินไปสอบถามที่ป้ายรถบัสตรงสถานีชินจุกุดูนะครับ อาจได้ความ โอ้! น่ารักจริงๆเลย

โอเค ยังเช้าอยู่มากพอมีเวลา รีบแต่งตัวเดินจ้ำไปถามเองก็ได้ค่ะ พอจ้ำไปถึงป้ายรถก็รี่ไปถามเจ้าหน้าที่ของรถบัสลิมูซีนที่อยู่ตรงนั้น ว่าข้าพเจ้าจองเที่ยวรถตอนเที่ยงและซื้อตั๋วไว้แล้ว แต่เมื่อกี้พนักงานโรงแรมแจ้งว่า รถบัสจะไม่วนไปรับที่โรงแรมน่ะค่ะ เจ้าหน้าที่ของรถบัสลิมูซีนก็ทำหน้าเรียบเฉยพลางตอบว่า วิ่งนี่ วันนี้วนไปรับที่โรงแรมตามปกติทุกที่แหละ อ้าว! ตกลงอย่างไรกันนี่ แต่ก็เห็นรถบัสจอดรับผู้โดยสารตามปกติอยู่ตรงนั้นด้วย งง จึงย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกที คุณพี่เลยบอกว่าพนักงานโรงแรมผิดพลาดเอง วิ่งตามปกติครับ บรรยากาศรอบๆก็ดูเป็นปกติทุกอย่าง คิวรถก็ดูออกวิ่งตามปกติ ไงกันนี่ "แน่นะคะ วิ่งแน่นะคะ" เลยถามย้ำอีกที ก็ได้รับคำตอบว่า วิ่ง!

เลยเดินกลับไปที่โรงแรม แวะแจ้งพนักงานโรงแรมว่าไปยืนยันกับเจ้าหน้าที่บัสลิมูซีนที่สถานีมาแล้วนะ เขาบอกว่าวิ่งน่ะ ทว่าพนักงานโรงแรมงง พร้อมยืนยันกลับอย่างหนักแน่นว่าได้รับแจ้งจากศูนย์ว่าไม่วิ่ง อ้าว? ก็เมื่อกี้ทางโน้นบอกว่าวิ่งจริงๆนะ อย่างไรกันแน่ ช่วยเช็คให้อีกรอบได้ไหมคะ คุณพนักงานจึงมารุมกันถึง 3 คนโทร.เช็คให้ ก็ยังยืนยันว่าไม่วิ่งครับ/ค่ะ แล้วจะเชื่อข้อมูลไหนดีล่ะนี่ เจ้าหน้าที่โรงแรมก็แจ้งว่า "คือวินาทีนี้ อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอน่ะค่ะ/ครับ อีกนาทีหน้าก็อาจจะเปลี่ยนอีกก็ได้ สถานการณ์ไม่แน่นอนน่ะครับ" โอ้ะโอ๋ โอเคค่ะ

กระนั้นเลยกองทัพเดินด้วยท้องจึงแว่บไปทานอาหารเช้าอร่อยๆของโรงแรมก่อน ครั้นพอขึ้นไปเตรียมสัมภาระเพื่อลงมาเช็คเอาท์ ก็มีอาฟเตอร์ช็อคประมาณ 3 ริกเตอร์สั่นไหวโยกไปมาแถมให้หนึ่งชุดใหญ่ หลังจากลงมาเช็คเอาท์เสร็จเรียบร้อย เพื่อนร่วมทางก็ล่วงหน้าเดินไปแวะซื้อสตรอเบอรี่ให้ที่บ้าน ไม่กี่นานก็กลับมามือเปล่า ข่าวดีจ๊ะ ห้างปิด! จึงได้แต่ยิ้มใส่กัน

งั้นลากกระเป๋าไปป้ายรถบัสลิมูซีนกัน เขยิบออกมาที่หน้าโรงแรม ดูท่าเพื่อนร่วมทางจะลากสัมภาระไปลำบากเพราะมีน้องน้อยหลายใบ พอดีมีแท๊กซี่จอดสแตนด์บายที่หน้าโรงแรมอยู่คันนึงพอดี จึงปราดเข้าไปถามคุณลุงคนขับว่า "ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่ารบกวนไปส่งที่ป้ายรถบัสลิมูซีนตรงสถานีได้ไหมคะ" เนื่องจากจากโรงแรมถึงป้ายรถบัสนั้นไม่ไกลนัก หากเดินตัวเปล่าก็สบายๆ แต่กับกระเป๋าเดินทางน้อยใหญ่หลายใบ ข้ามถนนใหญ่ด้วยนี่ก็ลำบนอยู่ คุณลุงก็พยักหน้าและตอบรับว่า"ได้ซิ" พร้อมกับรีบลงรถมาช่วยขนกระเป๋าอย่างกุลีกุจอในทันที อึดใจเดียวก็ถึง พอใกล้ถึงก็เห็นคิวรถแท็กซี่ยาวเป็นหางว่าว เพราะพอเมื่อคืนมีประกาศว่าจะดับไฟในโตเกียวเป็นวันแรก ก็มีประกาศหยุดเดินรถของสายไฟหลายสายตามมา บ้างก็งดเดินรถในบางช่วงสถานี บางสายก็งดเลย ซึ่งเจ้าประกาศดับไฟนี่แหละที่ทำความสับสนในเช้าวันนั้นแก่หลายๆฝ่าย เขยิบมาอีกนิด ก็โอ้ลันล้า! โอ้แม่เจ้า! โอ้อะไรดี! ผู้คนหลั่งไหลมาจากไหนต่อคิวที่จะขึ้นรถบัสลิมูซีนยาวทบไปทบมาซ้อนกันไม่รู้กี่รอบ พอคุณลุงเทียบจอดที่ป้ายรถบัส เจ้าหน้าที่รถบัสลิมูบัสก็ปราดมาที่ประตูรถโดยที่ยังไม่ทันจะลง พร้อมกับส่งเสียงบอกว่าจะขึ้นรถบัสหรือ ไม่ได้แล้ว ไม่รับแล้ว ขึ้นไม่ได้ครับ!

โอ้! อ้า! อ้าว! จึงโต้กลับไปว่า "ซื้อตั๋วไว้แล้วน่ะค่ะ" เจ้าหน้าที่จึงชะงักไปจิ๊ดนึง แต่สวนมาทันควันด้วยว่า "ซื้อจากเคาน์เตอร์ตรงนี้หรือเปล่า" หมูใคร่รู้จึงยื่นตั๋วให้ดูพร้อมแจ้งว่าซื้อที่โรงแรมนี้ เจ้าหน้าที่จึงเหลือบดูนิดนึงแล้วบอกว่า "งั้น ขนของลงไปรอตรงโน้นแล้วกัน" แล้วชิ่งไปเลย เราจึงรีบเอากระเป๋าลงแล้วพุ่งไปหาเจ้าหน้าที่ที่อยู่มากมายตรงนั้น แต่ทุกคนกลับส่ายหน้า บอกเหมือนกันว่า ไม่ได้แล้ว ไม่รับแล้ว ขึ้นไม่ได้ครับ ไม่สามารถรับผู้โดยสารได้อีกแล้ว สถานการณ์ตรงนั้นตึงเครียดสุดๆ หน้าตาแต่ละคนคิ้วขมวดสิบแปดปมกันเชียว

วินาทีนั้นดูท่าจะไม่ดี จึงรีบหันกลับไปที่รถแท็กซี่ของคุณลุงใจดี จ้ำกลับไปเปิดประตูถามว่า "คุณลุงคะ ไปนะริตะได้ไหมคะ" ฮะฮ้า! อาจหาญมากเรา ที่จริงหากจะรอจริงๆก็คงขึ้นรถบัสไปนะริตะได้ ทว่าถ้ารอจะได้ขึ้นรถกี่โมงก็ไม่ทราบได้ จึงอาจฉิวเฉียดมาก คงต้องวิ่งหืดจับเพราะปริมาณคนที่อยู่ในคิวก่อนหน้านั้น ประเมิณไม่ได้เลยว่าเท่าไร หางแถวอยู่ตรงไหนยังไม่ทราบเลย แล้วบรรยากาศตรงนั้น ตอนนั้นก็มาคุสุดๆ ด้วยนาทีนั้นกำลังเกิดทสึนะมิอีกรอบใหญ่ อาฟเตอร์ช็อคแบบแรงอีกต่างหาก ไปแท็กซี่แล้วกัน คุณลุงคนนี้ก็ใจดีด้วย จึงหันไปหาเพื่อนร่วมทางว่าไปแท็กซี่ไหม ซึ่งเพื่อนร่วมทางก็หัวเราะร่วนพลางพยักหน้างึกๆว่า "ไปๆ" ขำกันใหญ่ทั้งสองคน ^_^ เลยหันไปบอกคุณลุงว่ารบกวนด้วยค่ะ คุณลุงก็กุลีกุจอมาแบกกระเป๋าใส่รถอีกรอบให้อย่างดี จัดเป็นระเบียบเพื่อให้กระเป๋าทุกใบลงอยู่ท้ายรถ ทว่าหมูใคร่รู้ขอขยักไว้หนึ่งใบ เนื่องจากในนั้นมีเสบียงขนมปังและน้ำดื่มอยู่จะได้ทานระหว่างทาง (สังเกตว่าห่วงเรื่องปากท้องเป็นหนึ่งเสมอ ยายคนนี้) ข้างฝ่ายคุณลุงก็ยื่นมือมารับกระเป๋าใบนั้นว่าใส่ท้ายรถลงนะ จะได้นั่งสบายๆ มีพื้นที่โล่งๆไม่เกะกะกระเป๋าไง หมูใคร่รู้ก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรค่ะๆ

พอขึ้นรถอีกครั้ง ทันทีรถออกตัวคุณลุงก็รีบถามว่าไฟลต์กี่โมงครับ จึงตอบกลับไปว่ายังมีเวลาค่ะและแจ้งเวลาเที่ยวบินไปให้ทราบ ครั้นพอทราบว่ายังมีเวลาพอ ไม่ถึงขนาดต้องรีบมาก คุณลุงก็โล่งอก บอกโอเค มีเวลาๆ แล้วยังสอบถามด้วยว่า ทำไมขึ้นรถบัสไม่ได้ล่ะครับ จึงเล่าสถานการณ์ให้คุณลุงฟัง พอฟังดังนั้นคุณลุงก็เอ่ยขึ้นว่า "งั้นคงต้องมีคนต้องการแท็กซี่อยู่อีกไม่น้อยน่ะซิ ขออนุญาตนำข้อมูลนี้แจ้งต่อศูนย์ของบริษัทได้ไหมครับ?" คุณลุงเป็นมืออาชีพแท้ๆเลยนี่ "ได้ซิค่ะ ได้เลย"

ในเวลาเดียวกันนั้นก็ได้ยินเสียงเตือนให้รีบอพยพขึ้นที่สูงจากวิทยุที่คุณลุงเปิดฟังข่าวอยู่ เนื่องจากขณะนั้นกำลังเกิดอาฟเตอร์ช็อคชนิดแรงและเฮลิคอปเตอร์ตรงฟุคุชิมะได้สังเกตพบคลื่นทสึนะมิกำลังเคลื่อนตัวเข้าฝั่งอยู่ "กรุณาหลบภัยในที่สูงด่วน" ย้ำซ้ำไปซ้ำมา ให้สูงกว่าตึก 3 ชั้นและระวังอาคารที่อาจไม่มั่นคงด้วยโครงสร้างที่ถูกสั่นคลอนอย่างแรงจากวันก่อน อาจไม่ปลอดภัยในวันนี้ด้วย ช่วงเดียวกันนั้นก็มีรายงานข่าวกลุ่มควันพวยพุ่งของมาจากเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ของโรงไฟฟ้าอีกด้วย เฮ้อ! ที่โตเกียวนั้นไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ตรงแถบโทโฮะชุนี่ซิ

ในอีกด้านหนึ่งพอจวนถึงสนามบินนะริตะ ก็ได้ยินรายงานข่าวว่าไม่มีปฏิบัติการดับไฟฟ้าในช่วงที่ 1 ตามที่ประกาศไว้ และแม้จะเข้าช่วงที่ 2 ที่จะมีการดับไฟในโซนถัดมา ก็ยังไม่มีการดับไฟใดๆเกิดขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากความร่วมมือร่วมใจจากทั้งบริษัทห้างร้านและทุกๆคน ช่วยกันประหยัดไฟ ทำให้ไม่ต้องดับไฟนั่นเอง

ครั้นถึงสนามบินก็พบว่ามีคนนั่งแท็กซี่มามากมายกันเชียว ทำให้คิวจอดเทียบเพื่อลงนั้นติดยาวเหยียดตั้งแต่ไกลทีเดียว ทั้งต่างชาติและชาวญี่ปุ่นหน้าตาเครียดกันเล็กๆทั้งนั้น ข้างคุณลุงก็พยามยามจอดเทียบให้ได้ลงตรงที่ดีที่สุดสะดวกที่สุด ตอนลงเลยขอใบเสร็จพลางบอกคุณลุงว่า "อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะค่ะ ^_^"

และทั้งหมดนี้ก็คือเหตุของเซอร์ไพรสและตาโตเป็นแคนดี้ แคนดี้ด้วยประการเช่นนี้แล

Saturday, March 26, 2011

12.3.2011 part2

ย้อนกลับไปตอนเดินกลับโรงแรม ได้แวะร้านสะดวกซื้อใกล้ๆนั้นเห็นชั้นของบรรดาข้าวกล่อง ขนมปัง บะหมี่กระป๋อง ขนมขบเคี้ยวเกลี้ยงเรียบ บอกถึงสถานการณ์เมื่อวันศุกร์ในโตเกียวได้เป็นอย่างดี แค่สถานีชินจุกุที่พักอยู่ใกล้ๆนี้ ปกติสถานีเดียววันๆมีคนใช้บริการกันเป็นล้านๆคน เมื่อรถไฟหยุดวิ่ง แต่ท้องมิอาจหยุดหิว ก็ย่อมเรียบวุธเป็นธรรมดา แต่หาได้ขาดแคลนไม่ เพียงแต่ทุกอย่างชะงักงันไปหมดเมื่อวานนี้ การขนส่งยังไม่เต็มรูปแบบ จึงยังมาเติมสินค้าที่หน้าร้านไม่ทันเท่านั้น





หลังจากได้รีชาร์ตด้วยการงีบพักใหญ่ ชีวิตมีแต่ก้าวไปข้างหน้าจึงไม่รอช้าที่จะออกไปท่องท่อมต่อ จากการสอบถามพูดคุยก็ได้ความว่าเมื่อวานนี้ที่โตเกียว แผ่นดินไหวระดับ 5 ชนิดรู้สึกแรง และเนื่องจากรถไฟหยุดวิ่ง พนักงานห้างจึงจำค้างคืนกันอยู่ในห้าง คนที่อยู่ใกล้หน่อยก็ใช้เดินเอาเป็นชั่วโมง โทรทัศน์ยามนั้นทุกช่องได้ผันรายการทั้งหมดเป็นรายงานพิเศษความคืบหน้าเป็นไปของเหตุการณ์ทั้งสิ้น ภาพจากโทรทัศน์เห็นคนซื้อจักรยานกันเดี๋ยวนั้นเพื่อขี่กลับบ้าน เล่นเอาร้านจักรยานขายดีไม่รู้ตัว เกลี้ยงร้านกันเลยทีเดียว ส่วนตึกสูงๆในโตเกียวก็โยกซ้ายขวากันไปมา ซึ่งเป็นไปตามวิธีการก่อสร้างที่รองรับแผ่นดินไหว ไม่มีความเสียหายร้ายแรงใดๆ ที่ขลุกขลักที่สุดก็เป็นเรื่องคมนาคม การที่รถไฟหยุดวิ่งนี้ทำให้ชีวิตด่วนจี๋ของโตเกียวสะดุดกันไป

ทว่าในวันนั้นห้างร้านบางแห่งปิดทำการ หลายๆที่แถวชินจุกุอย่าง Lumine หรือ Marui ก็ปิด มี Isetan ที่เปิดแต่ก็ปิดก่อนเวลาปกติ ในวันเสาร์นั้นห้างที่เปิดทำการรวมทั้งที่แถบอื่นอย่างชิบุยะ กินซ่าก็ปิด 18:00 น.กันหมด เล่นเอาเร้าใจ ต้องรีบซื้ออย่างเร่งด่วน ด้วยยังเพิ่งได้ออร์เดอร์ของฝากเพิ่มเติม ทำให้ต้องกระวีกระวาดพุ่งไปซื้อแทบไม่ทัน ด้วยความเอะใจก็เลยถามพนักงานห้างเผื่อไว้ว่าวันพรุ่งนี้เปิดกี่โมง ปิดกี่โมงกันไว้ก่อน ปรากฏว่าวันอาทิตย์ก็จะปิด 18:00 น.เช่นกันค่ะ เลยต้องรีบทวนว่ายังมีอะไรที่ต้องซื้อหาอีก เย็นใจกันไม่ได้นะคะ ชอปปิ้งมอลล์รอบๆชินจุกุที่ปกติปิดดึกกัน 4 ทุ่ม ก็ปิดแต่หัวค่ำกันหมด ไม่ก็ไม่เปิดบริการเลย รวมถึงบรรดาจอภาพขนาดยักษ์กลางกรุงทั้งหลายก็พร้อมใจกันปิด ไร้สีสันความเคลื่อนไหวใดๆ เหตุผลก็เพราะโรงฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะเสียหายจากทสึนะมิ (ตอนนั้นยังไม่ระเบิด) ทำให้ขาดกำลังไฟอย่างมากนั่นเอง



13.3.2011

โรงไฟฟ้าเริ่มมีปัญหามากขึ้น ที่จริงนับตั้งแต่ช่วงแรกๆที่ไฟฟ้าดับทั่วเมืองคะมะคุระ ก็ซึ้งในชีวิตที่ขึ้นกับการบริโภคพลังงานอย่างสูงสุด วิถีชีวิตที่คล่องตัวรวดเร็วในญี่ปุ่น แทบทุกอย่างนั้นขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเสียส่วนใหญ่ พอไฟดับที แทบทุกอย่างจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ตู้กดอัตโนมัติกลายเป็นตู้ไม่สามารถกดอะไรได้ ร้านสะดวกซื้อกลายเป็นร้านไม่สะดวกขาย ซุปเปอร์มาร์เก็ตกลายเป็นซุปเปอร์ไม่มาร์เก็ตเพราะไฮโซไฮเทคเจอสถานการณ์โลเทคจึงไร้ไฟยิงบาร์โค้ด ถนนหนทางติดขัดเพราะไร้ไฟจราจร ในขณะที่ร้านโชห่วยกลับสะดวกซื้อเพราะไม่ได้ใช้เครื่องบันทึกเงินสดออนไลน์ แผงผักผลไม้ที่ตลาดขายกันสนั่นเพราะเจ้าของแผงเป็นเครื่องแคชเชียร์ในตัว ร้านขายยะคิโทะริริมทางยังคงเสริฟ์ไก่ย่างเสียบไม้ได้ไม่ติดขัดเพราะใช้เตาถ่าน

ในคืนวันอาทิตย์นี่เอง รัฐบาลออกประกาศว่าในวันจันทร์ จำต้องมีการดับไฟฟ้าในโตเกียวด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าขณะนี้ไม่สัมพันธ์ใดๆเลยกับการบริโภคปกติ มีความขาดแคลนกำลังไฟเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มดับไฟเป็นช่วงๆ คราวละ 3 ชั่วโมงวนในเขตที่กำหนด ไล่ไปตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วพื้นที่ที่ประกาศจะดับไฟนั้นกินวงกว้างและมากมายหลายพื้นที่ แน่นอนว่าเว้นเขตธุรกิจสำคัญไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นเขตพื้นที่พักอาศัย

โอ้! เราจะกลับตามกำหนดในวันจันทร์พอดี ไม่รบกวนเพิ่มการบริโภคไฟแก่ท่าน ตั้งแต่วันเสาร์เราก็พยายามใช้ไฟแต่น้อยเท่าที่ทำได้ เปิดใช้เท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว

และแม้จะเข้าวันที่สองหลังเหตุการณ์ รถไฟสายต่างๆแม้จะกลับมาให้บริการส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังคงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขบวนเที่ยวรถยังอยู่ราว 50% หรือบางสาย 30% ของปกติเท่านั้น การไปไหนมาไหนจึงยังไม่รวดเร็วด่วนจี๋เท่าเดิมอยู่

นอกนั้นในโตเกียวทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ช่วยกันลดใช้พลังงานเท่าที่จะทำได้กัน บรรยากาศความตื่นตัวคึกคักจึงดูลดแผ่วไปมาก ไร้ซึ่งป้ายไฟที่ส่งแสงสีตระการตา ไม่มีความสว่างจ้าที่เปิดกันเต็มสตีมในทุกตึกอย่างเคย หากเห็นแต่ภาพอาจดูเงียบสงบแปลกตา แต่ไม่ได้ให้อารมณ์ความหดหู่หรือวังเวง ในทางกลับกัน กลับรู้สึกได้ถึงพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจ ความเข้มแข็งที่ยืนเคียงข้างกันมากกว่า

ตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันอาทิตย์ ยังคงมีอาฟเตอร์ช็อคสั่นไหวอยู่ประปราย อันเป็นปกติของหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ (ไม่นับรวมที่คิดว่าไหวไปเองก็มีอยู่หลาย ^^) อย่างไรก็ไม่ประมาทเป็นดี จึงเตรียมกระเป๋าสะพายที่บรรจุข้าวของสำคัญอย่างหนังสือเดินทาง เงินสด ยา น้ำดื่ม ผ้าพันคอ ฯลฯ ไว้ใกล้มือที่สุดยามนอน

แพ็คกระเป๋าเรียบร้อย รถบัสลิมูซีนก็จองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ พรุ่งนี้เช้าแว่บไปซื้อผลไม้ฝากแม่กะพ่อก่อน แล้วกลับมาขึ้นรถบัสที่โรงแรมไปนาริตะ โอเค กู๊ดไนท์ค่ะ หลับสบายโดยยังไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าวันรุ่งขึ้นจะได้ตาโตเป็นแคนดี้ แคนดี้แต่เช้า

つづく

Thursday, March 24, 2011

12.3.2011



เมื่อเดินไปถึงที่สถานีคะมะคุระก็ยังเช้าอยู่ ที่ด้านหน้ามีป้ายประกาศติดว่าจะทดลองเดินรถไฟสายโยะโคะซึคะในเวลาประมาณ 8.00 น.และคาดว่าน่าจะยืนยันการทดสอบได้ในเวลา 8:30 น. ซึ่งจะเป็นการเดินรถระหว่างสถานี "ซึชิ" ถึง "โอฟุนะ"เท่านั้น สำหรับสถานีซึชิ คือหนึ่งสถานีที่เลยจากสถานีคะมะคุระ ส่วนสถานีโอฟุนะคือสถานีที่ 2 ก่อนหน้าสถานีคะมะคุระนั่นเอง

แม้จะเป็นการวิ่งในช่วงสั้นจิ๊ดเดียว แต่ถ้ารถไฟวิ่งถึงสถานีโอฟุนะก็ยังโอเค เนื่องจากเป็นสถานีเชื่อมต่อที่จะกลับโตเกียวได้ แม้ตอนนั้นจะยังไม่สามารถยืนยันได้เลยว่าโยะโคะซึคะสายนี้จะวิ่งต่อกลับไปถึงโตเกียว(ซึ่งปกติจะวิ่งถึง)หรือสายอื่นอย่างโชนันชินจุกุที่นั่งมาแต่แรกจะวิ่งได้แล้วหรือยัง เอาเป็นว่าไปถึงสถานีโอฟุนะให้ได้ก่อนแล้วกัน

ตอนแรกเจ้าหน้าที่ที่หน้าสถานีก็ประกาศผ่านลำโพงว่าขณะนี้ยังรอการอนุมัติให้วิ่งทดสอบอยู่ แนะนำให้รอที่หน้าสถานีเพราะจะอุ่นกว่าที่ชานชาลาข้างในนะครับ ดูท่าสักพัก ไหนๆก็ไหนๆ ขึ้นไปรอที่ชานชาลาเลยก็ได้ แม้จะหนาวเราก็บ่ยั่น เนื่องจากตอนนั้นคนยังไม่แยะ ซึ่งก็ดีที่ขึ้นไปรอที่ชานชาลาก่อนเพราะภายหลังคนมากมายมาก ขึ้นไปรอที่ชานชาลาที่จะมุ่งไปสถานีโอฟุนะ แถวก็ยาวในทันที จนเจ้าหน้าที่ถือโทรโข่งมาแจ้งว่า ที่ด้านหน้าและท้ายขบวนแถวยังว่าง ขยับไปตรงนั้นจะดีกว่าครับ จึงไปยืนตั้งคิวตามที่แนะนำ พลางขยับแข้งขยับขาแก้หนาวไปเรื่อย

อนึ่งณ.ตอนนั้นได้มีโอกาสเห็นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแล้ว ได้แต่อึ้งกับภาพเหตุการณ์เต็มๆหน้า ซื้อมาอ่านหนึ่งฉบับพร้อมๆแอบอ่านของชาวบ้านอีกหลายฉบับยามท่านๆกางอ่านกัน (ตามนิสัยบ้าข้อมูลของหมูใคร่รู้) ข้อมูลในวันนั้นยังอยู่ที่ 8.8 ก็ว่าแรงมหาศาล แล้วแต่ละภาพนี่...........

เต้นแท็ปแก้หนาวอยู่ที่คิวแถวจนเวลา 8.00 น.ก็แล้ว ถึง 8:30 น.ขบวนรถไฟด้านที่จะไปสถานีซึชิก็ยังจอดนิ่งไม่ขยับ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่าจะทดลองวิ่งไปซึชิแล้วครับ คนที่จะไปทางโน้นที่มีอยู่นิดหน่อยก็ขยับเข้าไปนั่งรอในขบวนรถ แต่ก็ไม่เริ่มเสียที เต้นแท็ปกันต่อไป อีกครู่ใหญ่เจ้าหน้าที่สถานีก็ประกาศว่าขบวนรถที่จะทดลองวิ่งไปซึชินี้เมื่อวิ่งถึงสถานีซึชิแล้วขบวนเดียวกันนี้ก็จะวิ่งย้อนกลับมาที่สถานีคะมะคุระและวิ่งต่อไปยังสถานีโอฟุนะครับ ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศเท่านั้นแหละ ทุกคนที่เข้าคิวจะไปโอฟุนะก็กรูเข้าขบวนรถที่จะไปซึชิทันทีพร้อมๆกับเสียงบ่นของคุณป้าทั้งหลายว่า "โธ่ ก็บอกแต่แรกซิจ๊ะ" ปล่อยให้ยืนหนาวอยู่ได้ เพราะนั่งรอในขบวนรถก็ยังหนาวน้อยกว่า แม้ประตูรถจะยังเปิดกว้างรับลมอยู่ เนื่องด้วยยังไม่เคลื่อนขบวนก็ตาม

รออีกสักพักก็ได้ฤกษ์ขยับไปสถานีซึชิ ทันทีที่รถไฟออกวิ่งพนักงานขับรถไฟก็ประกาศว่าเพื่อความปลอดภัยจะวิ่งในความเร็วต่ำกว่าปกติและจะมีการหยุดเป็นระยะๆเพื่อเช็คความปลอดภัย รถไฟจึงออกวิ่งแบบสุดหวานเย็นสลับกับเบรคหยุดนิ่งเป็นระยะ ดีที่เราเป็นกลุ่มแรกทุกคนจึงได้นั่งกันหมด พอวิ่งกลับมาที่สถานีคะมะคุระอีกครั้งเพื่อไปสถานีโอฟุนะ คนที่มารอที่หลังก็ต้องยืนกันหมด แล้วหวานเย็นกันต่อไป ระหว่างนั้นในขบวนรถก็มีตัวอักษรวิ่งแจ้งว่ามีรถไฟสายใดจะทดลองวิ่งเมื่อไร มีสายอะไรบ้างรวมทั้งพนักงานขับรถก็ประกาศอัพเดตให้ข้อมูลว่าสายใดวิ่งได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีชื่อสายโชนันชินจุกุที่นั่งตอนขามา ทว่าสายโยะโคะซึกะนี้ก็กลับถึงโตเกียวได้ เพียงแต่ไม่ตรงถึงสถานีที่พักอยู่เท่านั้น อย่างไรก็ตามก็ต้องไปเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีโอฟุนะอยู่ดี นั่งสายนี้ก็ได้ เข้าโตเกียวให้ได้ก่อนแล้วกัน

ครั้นพอใกล้ถึงสถานีโอฟุนะ พนักงานขับรถก็ประกาศแจ้งเลขที่ชานชาลาของสายต่างๆที่สามารถต่อไปได้ จึงย้ายไปต่อรถในทันที โอ้! คิวที่นี่อื้ออึงแน่นขนัดทีเดียว เนื่องจากเป็นชุมสายต่อไปได้หลายทิศ มุ่งไปต่อคิวอีกเช่นเคย สักพักขบวนรถที่จะกลับโตเกียวก็มาถึง ทันทีที่ประตูเปิดออก คิวก็หลั่งไหลเข้าไปแออัดแน่นในขบวนรถกลายปลากระป๋องในทันใด

ตอนเข้าคิวอยู่ที่ชานชาลาก็หนาว อากาศเย็นเจี๊ยบ ครั้นพออัดเข้าไปในขบวนรถ ก็อุ่นจนร้อน หายใจจะไม่ออก ต้องหาทางขยับแขนขยับมือแทรกอณูช่วงว่างที่มีอยู่น้อยนิดขึ้นมาขยับผ้าพันคอให้ขยายออก มิฉะนั้นอาจเป็นลมได้ แต่ถึงเป็นลมก็ไม่สามารถระทวย ลงไปทรุดที่ตรงไหนได้ คงเป็นลมแบบยืน เพราะไร้ช่องว่างระหว่างคนจริงๆ ^^

แถมที่เด็ดดวงคือความหวานเย็น วิ่งอย่างช้าแบบใจจะขาดรอนๆ ดีที่สายโยะโคะซึคะนี้เป็นรถด่วนจึงไม่จอดทุกสถานีย่อย แต่ก็วิ่งในระดับความเร็วต่ำสุดขีด เทใจให้ความปลอดภัยเต็มร้อย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าเล่นเอาเมื่อยเชียวค่ะ ในที่สุดสายโยะโคะซึคะก็นำหมูใคร่รู้มาถึงสถานีชินะกะวะ เข้ามาถึงโตเกียวในที่สุดแม้จะยังไม่ใช่สถานีที่พักก็ตาม ขอลงที่นี่ก่อนแล้วกันนะค่ะ ก็เพราะเริ่มตาลาย ท้องร้องแล้วซิคะ

สถานีชินะกะวะเป็นสถานีใหญ่ มี ecute ชอปปิ้งมอลล์น้อยๆในตัวสถานี มีทั้งร้านอาหารและร้านขายของมากมาย ขอแว่บเข้าไปหาอะไรทานก่อนแล้วกัน ที่จริงหลายวันก่อนหน้านี้ก็แวะมาเล่นปั๊มตรายางที่ร้าน stamp it ของ d-bros อยู่นานสองนาน เลยยังล้อเล่นกับเพื่อนร่วมทางว่าแวะเล่นปั๊มตรายางกันอีกรอบก่อนไหม แต่น้ำย่อยไม่รอท่าจึงปราดแวะซื้อข้าวปั้นมาหม่ำก่อนนะค่ะ

ตั้งแต่ออกจากขบวนรถ ขึ้นบันไดมาก็ปะทะกับฝูงชนที่แน่นขนัดทั้งสถานี เนื่องจากบางสายก็ยังไม่เดินรถ คิวเรียงเป็นแผงๆเต็มล้น หาทางเดินแทบไม่เจอเชียวค่ะ ปะทะแต่คิวกับคิว ข้างใน ecute เองก็คนเต็ม ที่นั่งที่มีอยู่น้อยนิดก็แน่น จนบางคนจ่อมนั่งลงกับพื้นเสียเลย

พอเติมพลังเสร็จก็ได้เวลาเดินทางต่อ ตั้งแต่อยู่ที่คะมะคุระก็แว่วว่าเจอาร์สายยะมะโนะเทะวิ่งแล้ว จึงมุ่งไปชานชาลาสายยะมะโนะเทะ ถึงชานชาลาก็รีบปราดเข้าตัวขบวนรถ มีที่ว่างให้นั่งพอดี จุ้มปุ๊กปั๊ปก็ได้ยินเสียงประกาศว่า สายวนรอบนอกนี้ยังไม่วิ่ง อ้าว! ตอนนี้วิ่งแต่สายวนรอบในนะครับ รอบนอกจากชินะกะวะไปชินจุกุยังรอคอนเพิร์มครับผม ติ๊กต๊อกเอาไงดี จะนั่งสายวนรอบในไปสถานีโตเกียว แล้วนั่งสายฉูโอที่เป็นสายรถด่วนกลับชินจุกุดีไหม แต่ว่าเจ้าสายฉูโอวิ่งหรือยังเล่า กระนั้นเลยรอสายวนรอบนอกนี่แหละ เดี๋ยวก็คงวิ่งเพราะสายยะมะโนะเทะนี้เป็นสายเบสิค สายหลักน่าจะอีกไม่นาน

ระหว่างรอ ก็ได้ยินบทสนทนาของคุณลุงกับคุณปู่ว่า ถ้าเป็นหนุ่มๆนะ ไม่รอรถหรอก ออกเดินเท้าไปนานแล้ว สักครู่พนักงานขับรถก็ประกาศว่าจะออกวิ่งไปยังสถานีโอซะคิซึ่งเป็นสถานีถัดไปหนึ่งสถานีก่อนนะครับ เล่นกระดึบกันทีละสถานีเลย รับทราบค่ะ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน พอถึงสถานีโอซะคิ พี่ก็จอด บอกว่าเดี๋ยวรอคอนเฟิร์มหน่อยนะครับ สักพักก็ขยับวิ่งไปโกะทันดะสถานีถัดไป แต่พอถึงสถานีโกะทันดะ จากโกะทันดะคราวนี้ไม่เขยิบจอดเขยิบจอดทีละสถานีแล้ว วิ่งจอดตามปกติได้แล้วและในที่สุดก็ถึงสถานีชินจุกุเรียบร้อยในเวลาราวบ่ายโมงกว่า เดินกลับโรงแรม ปฏิบัติกิจส่วนตัว ล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน ฯลฯ เห็นที่นอนก็หัวถึงหมอนงีบไปพักหนึ่งแบบไม่รู้ตัว ก่อนที่จะตาลุกมาตะลุยท่องโตเกียวต่อในวันนั้นกับวันอาทิตย์ที่เหลือ และกลับกรุงเทพตามกำหนดในวันจันทร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการใดๆ เราสู้ หาได้รู้ไม่ว่าจะมีอะไรเซอร์ไพรสในวันกลับ ฮะฮ้า

つづく

Saturday, March 19, 2011

11.3.2011 part 2



ที่หน้าสถานี มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ของเมืองในเสื้อคลุมกันลมด้านหลังระบุชื่อเมืองยืนให้ความช่วยเหลืออยู่ ประจวบกับเจ้าหน้าที่กำลังจะเดินนำนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกกลุ่มไปยังสถานที่พักฉุกเฉินพอดี เลยถือโอกาสเกาะกลุ่มไปกับเขาด้วย การเดินไปนั้นจะมีเจ้าหน้าที่เดินนำทางหนึ่งคนและอีกคนจะเดินตามหลังปิดขบวนเผื่อกันหลง เมื่อเราไปต่อท้ายจึงถามย้ำเจ้าหน้าที่ที่ปิดท้ายขบวนว่า กำลังไปที่พักฉุกเฉินใช่ไหมคะ ก็ได้รับคำถามว่าใช่ เป็นโรงยิม และพอเดินไปไม่นานก็มีเด็กสาววัยรุ่นญี่ปุ่นอีก 2 คนลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาสมทบถามเจ้าหน้าที่ว่าโรงเรียนประถมไปทางไหน เจ้าหน้าที่จึงตอบไปว่า โรงเรียนประถมเต็มแล้ว เดี๋ยวไปที่โรงยิมของเมืองแทนกัน

ด้วยกว่าหมูใคร่รู้จะขยับไปนั้น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่ติดค้างได้เคลื่อนย้ายมุ่งไปสถานที่พักฉุกเฉินตั้งแต่ที่ประกาศว่ารถไฟจะไม่วิ่งแน่นอนในคืนนั้น แต่ข้าพเจ้าใจเย็นขอหาอะไรทานให้อิ่มท้อง และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนจึงเคลื่อนตัว สัมภาระในตัวก็มีน้ำดื่มคนละขวดให้อุ่นใจอยู่

เดินไปไม่นานก็ถึงโรงยิมของเมือง เป็นอาคารประมาณ 3 ชั้น มีเจ้าหน้าที่เข้ามาต้อนรับทันที แนะนำให้ถอดรองเท้าแล้วถือขึ้นไปชั้นสอง กวาดสายตามองไปเห็นตู้กดน้ำหลายตู้ที่ทางเข้าก็อุ่นใจ เมื่อขึ้นไปชั้น 2 เห็นทางเข้าสนามวอลเลย์บอลขนาดราว 2 สนามอยู่เยื้องหน้า ที่โถงหน้าทางเข้ามีห้องน้ำสะอาดสะอ้านขนาดใหญ่ของทั้งชาย-หญิง พร้อมกระดาษชำระเรียงสต็อคเต็มอัตราศึก รวมทั้งมีเครื่องกดน้ำสะอาดให้ดื่มอีกด้วย เมืิ่อเข้าไปจับจองวางสัมภาระตรงพื้นที่ในโรงยิม ก็รี่ไปต่อแถวที่กำลังแจกผ้าห่มอยู่พอดี กวาดสายตาไปรอบๆเห็นบรรดาคุณลุงคุณป้าที่มาก่อนหน้าเรานั่งนอนพักอยู่บนฟูก ยึดพื้นที่ผนังรอบสนามกันเรียบร้อย



ได้ผ้าห่มมากันคนละผืน แต่พื้นสนามนั้นเย็นใช่ย่อย จึงเอามาปูรอง 1 ผืน อีกผืนไว้ห่ม มองขึ้นไปข้างบน เห็นมีผู้คนประปรายอาศัยอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบน แต่ข้างบนน่าจะหนาวกว่า ไหนๆก็จุ้มปุ๊กที่กลางสนามไปแล้ว ก็อยู่ตรงนี้แหละ ในระหว่างนั้นก็ยังคงมีคนทยอยเข้ามาพักพิงเรื่อยๆ บางคนก็ห่อตัวนอนเงียบ บ้างก็พูดคุยกันแก้เหงา ทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น มีชาวต่างชาติอยู่เล็กน้อยกระจายแทรกอยู่ แรกๆก็นั่งดูบรรยากาศดูคนโน้นนี้ สักพักก็นอนพักเอาแรงดีกว่า

ทว่ายิ่งดึก อากาศก็ยิ่งเย็นลง เสียงลมพัดหลังคาโรงยิมตึงทีเดียวเชียว พลิกตัวที จับศีรษะตัวเอง ผมยังเย็นเจี๊ยบเลย ขนาดที่สวมโค้ทแคชเมียร์อย่างดียังรู้สึกหนาวเลย ระหว่างนั้นก็ได้ยินน้องเด็กวัยรุ่น 2 คนที่อยู่ใกล้ๆว่าย้ายไปตรงโน้นดีกว่า ที่ข้างนอกสนามอุ่นกว่าแยะเลย จึงสะกิดผู้ร่วมทางที่หนาวงึกๆอยู่ว่าจะย้ายไหม สักพักก็ได้ยินเสียงจากคุณลุงคุณป้ากลุ่มข้างๆที่อยู่อีกด้านว่า ตรงโน้นอุ่นกว่า ทว่าผู้ร่วมทางนั้นไม่อย่าขยับไปไหนใดๆ ก็เพราะขยับที่ที มันหนาวน่าดู แต่ละก้าวย่างนี่เย็นเฉียบ แต่ก็อยากให้เพื่อนได้อยู่ที่อบอุ่นหน่อย เลยลุกย่องไปดูลาดเลา จริงด้วย! ที่โถงด้านหน้าสนาม อุ่นกว่าจริงๆ ยิ่งเดินไปที่ห้องด้านนอกที่อยู่ชั้นเดียวกันก็ยิ่งอุ่น แถมได้ยินเสียงวิทยุเปิดอยู่ เลยย่องเข้าไปฟังข่าว ทำให้ยิ่งตระหนักถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ มีประกาศถึงสถานที่พักฉุกเฉินในโตเกียวด้วย และที่ว่าบริเวณนอกสนามอุ่นกว่าก็เพราะห้องอีก 2 ห้องด้านนอกนี้มีเครื่องฮีตเตอร์อยู่ เปิดแบบเต็มที่เสียด้วย แต่คนก็ทั้งนั่งและนอนที่พื้นอยู่เต็ม

ได้ความมาระดับหนึ่ง จึงย่องกลับมาบอกเพื่อน แต่ก็ตัดสินใจว่าอยู่ที่เดิมนี่แหละ เพราะการนอนในฮีดเดอร์แรงๆจะทำให้ไม่สบายเอาง่ายๆ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่คงเห็นคนในสนามคุดคู้กัน ได้นำผ้าห่มเสริมมาแจกเพิ่มให้กับทุกคน เลยไปเข้าแถวรับมาเพิ่ม ในระหว่างนั้นก็เห็นเจ้าหน้าที่เดินวนทั่วถึงที่อัฒจันทร์ชั้นบน ดูว่ามีคนชราหรือผู้ใดต้องการผ้าห่มเพิ่มหรือไม่ด้วย



ครั้นรุ่งสาง เจ้าหน้าที่ก็เริ่มแจกของให้รับประทานรองท้องเป็นบิสกิตแผ่นโต จึงไปต่อคิวรับมาหม่ำ ต่อจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เดินมาประกาศว่า รถไฟจะเริ่มทดลองเดินในช่วง 8 โมงเช้า แต่ยังจะเป็นช่วงสั้นๆ และไม่กี่ขบวน สำหรับคนที่ประสงค์จะเดินทางกลับก็สามารถไปที่สถานีได้ ส่วนคนที่ยังไม่พร้อมก็สามารถอยู่พักที่สถานที่พักฉุกเฉินนี้จนกว่าจะพร้อม อีกสักพักเมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มไปจัดแจงภารกิจเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อย ก็จึงเริ่มทยอยพับผ้าห่ม เก็บให้เป็นระเบียบอุ้มไปคืนเจ้าหน้าที่กัน และค่อยๆทยอยกลับออกไป

พูดถึงผ้าห่ม สังเกตตอนที่เจ้าหน้าหอบกล่องมาแจก เห็นที่กล่องเขียนไว้ว่าเป็นผ้าห่มที่รีไซเคิลจากขวด pet แล้วแต่ละผืนที่แพ็คไว้อย่างดีด้วยถุงพลาสติกหนา เมื่อเจ้าหน้าที่สาละวนแกะแจกให้นั้น ทุกผืนก็ใหม่เอี่ยม ที่สำคัญไร้กลิ่นอับ กลิ่นชื้น กลิ่นเหม็นใหม่ก็ไม่มีแต่อย่างใดๆ (ต่อมาเมื่อกลับมาโตเกียวดูข่าวของทุกที่ ก็สังเกตเห็นว่าเป็นยูนิฟอร์มสีน้ำตาลอ่อนเหมือนกันหมด ไม่หลุดความมีรสนิยมแม้ยามฉุกเฉิน)

ค่ำคืนที่อาศัยในที่พักฉุกเฉินนั้น เต็มไปด้วยความสงบ (แม้จะมีบางกลุ่มจับคุยโต้รุ่ง ในขณะที่คุณลุงบางคนกรนสนั่นสนาม ^_^ ) สิ่งที่สำคัญคือ มีบรรยากาศแห่งความปลอดภัยสูง นอนหลับได้อย่างไม่ต้องกังวลในชีวิตและทรัพย์สิน ข้าวของวางทิ้งไว้ได้อย่างสบาย ไม่มีใครเฉียดใกล้ space ของแต่ละคน


*ภาพถ่ายเมื่อผู้คนเริ่มทยอยกลับออกไปแล้ว

พอหม่ำบิสกิตหมด เข้าห้องน้ำเรียบร้อย เราก็พับผ้าห่มไปคืน แล้วขยับค่อยๆเดินกลับไปที่สถานีบ้างเหมือนกัน ส่วนจะมีรถไฟวิ่งถึงโตเกียวหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ด้วยที่ป้ายประกาศที่สถานที่พักฉุกเฉินนั้นยังไม่มีชื่อของสายรถไฟที่นั่งมา แต่กลับไม่มีความกังวลใดๆ

つづく

Thursday, March 17, 2011

11.3.2011

เวลาประมาณบ่ายสองกว่าเกือบบ่ายสาม (ถ้าจำไม่ผิด) ขณะทีี่กำลังจับจ้องเล็งกดชัตเตอร์ภาพตู้ไปรษณีย์โบราณที่หน้าร้านขายของกระจุกกระจิกแห่งหนึ่งในคะมะคุระ เพื่อนร่วมทางก็สะกิดดึงเสื้อโค้ทพร้อมกับกล่าวว่า "หมู นี่มันแผ่นดินไหวใช่ไหม?" จึงหันกลับไปมองจ้องสิ่งรอบตัว เห็นความสั่นไหวไปทั่ว ทั้งสายไฟ รถยนต์ที่จอดติดอยู่เบื้องหน้า ร้านค้าที่เรียงรายอยู่โยกไปมา ไม่กี่วินาทีต่อมากลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมต้นที่อยู่ในตึกก็กรูออกมาหน้าร้าน ตามมาด้วยคุณครู และพนักงานในร้านที่อยู่ในตึกเดียวกันต่างออกมาอออยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงคุณครูส่งเสียงกำกับว่าให้อยู่นิ่งๆ

ความที่เคยสัมผัสกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นมาหลายครั้งตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โตเกียว จึงไม่ตกใจอะไรนัก ด้วยความแรง/ความสั่นไหวนั้นใกล้เคียงกับที่เคยประสบมา ทว่าความเนิ่นนานของการสั่นไหวนั้นทำให้สะกิดใจว่าไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา เพราะนานกว่าปกติที่เคยมาก สายตาก็ได้แต่จับจ้องรอบๆตัวถึงความเปลี่ยนแปลง สังเกตถนนหนทางรอบๆอย่างละเอียด ในใจก็นึกเผื่อมองหาลู่ทาง หากมีอะไรรุนแรงกว่านั้น จะได้หลบถูกทิศ สักครู่ในที่สุดการไหวครั้งแรกก็หยุดลง แต่ก็ตามด้วยครั้้งต่อๆไป จนครู่ใหญ่ที่ดูเหมือนการสั่นไหวจะสงบลง แต่ละคนจึงได้แยกย้ายกันไป

ขณะเดินขยับออกมา ผ่านร้านรวงต่างๆที่เจ้าของร้าน/พนักงานยังคงออกมายืนอยู่หน้าร้านของตน ก็จึงสังเกตว่าไฟดับทั้งหมด ด้วยความที่เป็นช่วงบ่าย ฟ้ายังสว่างแถมเป็นวันแดดออก การที่ไฟดับจึงยังไม่เดือดร้อนอะไร และเป็นการปลอดภัยกว่าที่ไฟดับทั้งหมด ระหว่างที่เดินเลาะกลับมายังแถวสถานีคะมะคุระ ก็เงี่ยหูฟังคุณลุงคุณป้าทั้งหลายที่ออกมาอยู่หน้าร้านวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์กัน แอบฟังวิทยุชาวบ้านท่านบ้าง อยากจะรู้ว่าเมื่อกี้ แผ่นดินไหวระดับเท่าไร พอจับความได้เลาๆว่ามีแผ่นดินไหวใหญ่ที่จังหวัดอื่นและมีทสึนะมิด้วย สักพักแผ่นดินไหวก็ยังคงตามมาเป็นระลอกๆ คนเริ่มออกันเต็มหน้าสถานี แน่นอนว่ารถไฟหยุดวิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อมีแผ่นดินไหวแรงๆ จึงใจเย็น เดินเลาะชมเมืองไปเรื่อยดีกว่าเรา

ทั้งนี้ตั้งแต่นาทีแรกๆก็ได้ยินเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินวนรอบๆ พร้อมมีรถพยาบาล รถฉุกเฉินวิ่งวนรอบประกาศถามหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ที่สี่แยกไฟแดงใหญ่ๆ มีจราจรอาสาสมัครยืนโบกจัดการจราจรแทนสัญญาณไฟอำนวยความสะดวกแก่รถและผู้คนที่สัญจร

เมื่อดูท่าว่าจะยังใช้เวลาอีกประมาณหนึ่ง จึงทอดน่องเดินไปชมวัดที่อยู่ใกล้ๆ ที่วัดนั้นมีลานโล่ง มีอะไรอีกก็หลบภัยได้ คอเริ่มแห้ง อยากจะทานน้ำขึ้นมา ทำให้ตระหนักในความอัตโนมัติ ตู้กดน้ำทั้งมวลนั้นใช้ไฟนี่นา เวรกรรม ไฟดับทั้งเมืองจะเหลืออะไร ร้านสะดวกซื้อทั้งหลายก็อัมพาตด้วยไร้กระแสไฟฟ้า ร้านรวงล้วนต้องปิดไปโดยอัตโนมัติพี่ขา ฮะฮ้า เมืองท่านไฮโซเสียอีก กวาดสายตาหาโชห่วยไม่เจอ

ไม่เป็นไรไม่ได้กระหายน้ำมากอะไร เดินเล่นต่อไปดีกว่า ว่าแล้วก็เลียบไปถึงร้านน่ารักที่หมายมาชม แถมมี pita น่าอร่อยอยู่ในเคส เลยซื้อมานั่งหม่ำที่ม้านั่งข้างๆร้านกลั้วกับน้ำแอปปเปิ้ล 1 ขวด อากาศเย็นได้ที่ อุณหภูมิไม่ถึง 10 ตอนนั้นน่าจะราว 6-7 องศาได้ อิ่มหนำ่จากปิตต้า เดินเรื่อยวนกลับมาสถานีอีกครั้ง ผ่านร้านโช่ห่วยคุณลุง จึงซื้อน้ำตุนไว้คนละขวด ได้ทีจึงถามคุณลุงให้ชัดๆว่าเมื่อกี้ แผ่นดินไหวเท่าไรคะ ลุงบอกว่าประมาณ 4 ล่ะอีหนู แต่ที่ฟุขุชิมะนั่น ราว 7.9* มีทสึนะมิ 10 เมตรแน่ะ ถึงว่าน้องเฮลิคอปเตอร์ขึ้นเช็คคลื่นในทันที ก็คะมะคุระเป็นเมืองชายทะเล เดินลงไปอีกนิดก็ถึงทะเลแล้วววว

ฟุขุชิมะเหรอ โอเค ห่างจากที่อยู่พอประมาณ จึงไม่ห่วงอะไรนัก เลียบกลับมารอดูว่ารถไฟกลับมาวิ่งแล้วหรือยังดีกว่า โอ้! ผู้คนหลั่งไหลกลับมาออกันที่สถานีเต็มพรืด เข้าแถวกันยาวเต็มเหยียด แต่นั่นมันแถวรถบัสนี่ เนื่องด้วยรถบัสหยุดวิ่งด้วย ชาวคะมะคุระเองก็กลับบ้านบ่ได้ มีที่นั่งพอดี ไปนั่งรอโต้ลมหนาวแล้วกัน ระหว่างนั้นมีคุณลุงคุณป้าหิ้วถุงแซนวิชและกาแฟร้อนๆมานั่งเปิปข้างๆ ยั่วใจผู้ร่วมทาง มองซ้ายแลขวาไปปะกับร้านกาแฟร้านเดียวที่คงมีไฟฟ้าเปิดให้บริการอยู่ตรงสถานี ด้วยทั้งเมืองนั้นไฟยังคงดับหมด ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ มีแต่ตัวอาคารของสถานีเท่านั้นที่มีไฟ แม้แต่ป้อมตำรวจหน้าสถานียังมืดสนิท คุณตำรวจต้องใช้แสงสว่างจากมือถือ

จึงขยับไปต่อคิวซื้อกาแฟร้อนๆคลายหนาว ซึ่งตอนนั้นร้านกาแฟน้อยๆก็อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย ระหว่างนั้นก็ได้ยินประกาศจากเจ้าหน้าที่สถานีว่ารถไฟยังคงหยุดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด ผู้คนเริ่มกังวลเพราะฟ้ามืดมิดแล้ว ดูท่าจะกลับบ้านมิได้แน่ๆ การกดมือถือกันพัลวันจึงหนักขึ้น ข้อมูลเกียวกับความรุนแรงของเหตุการณ์ของเมื่อบ่ายเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยทางสถานีรถไฟเปิดเสียงวิทยุจาก nhk ให้ฟังความเป็นไปและความคืบหน้า โอ้!เหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ ข่าวคงไปทั่วโลก ทำให้เกรงว่าพ่อแม่คงเป็นห่วงเราอย่างมาก

สารพัดคิวหน้าสถานีก็หางยาวจนไม่รู้คิวไหนเป็นคิวไหน มีตั้งแต่คิวรถบัสที่ก่อตัวแต่แรก ถัดมาก็เป็นคิวโทรศัพท์สาธารณะที่ใช้การได้ดีกว่ามือถือ คิวห้องน้ำก็ยาวเป็นหางว่าว ถัดไปก็เป็นคิวปากท้อง คิวของร้านสะดวกซื้อแห่งเดียวของเมืองที่อยู่ในอาคารสถานีจึงมีไฟ เปิดให้บริการอยู่ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันรอคิวอย่างสงบ โดยมียามจัดคิวอยู่ด้านหน้าร้าน ปล่อยคนเข้าไปในร้านทีละน้อย พอให้ซื้อของได้อย่างสบาย คนที่ซื้อเสร็จก็รีบออกมาให้คนถัดๆไปเข้าไปซื้อบ้าง ไม่มีแย่งกัน

ข้างหมูใคร่รู้ก็พยายามส่งข้อมูลก็เดี้ยง โทร.มือถือก็ไม่ได้ เพราะทุกคนต่างกระหน่ำโทร.จนการสื่อสารติดขัด ภายในประเทศคนญี่ปุ่นเองยังโทร.กันไม่ได้ แต่เมล์ของมือถือและทวิตเตอร์นั้นสามารถใช้การได้ จึงหันไปลองต่อคิวโทรศัพท์สาธารณะที่ยาวเหยียดดู รอไปก็ขยับแข้งขยับขาไปเรื่อยแก้หนาว ในที่สุดก็ถืงคิว โอ้แม่เจ้า! ดีที่มีบัตรโทรศัพท์พรีเพดติดตัว ไม่ต้องพึ่งเศษเหรียญใดๆ กดรหัสไปเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงน้องสาว รีบลำลักส่งเสียงบอกว่าปลอดภัยสบายดี ไม่ต้องห่วง ที่คะมะคุระไหวนิดเดียว ไม่มีทสึนะมิ ฝ่ายฝั่งที่เมืองไทยที่บ้านทุกคนเห็นภาพข่าวจากโทรทัศน์ เห็นเหตุการณ์จะๆ ในขณะที่หมูใคร่รู้ทราบเรื่องราวเพียงจากวิทยุและคำบอกเล่าเท่านั้น คนทั้งเมืองก็เช่นกันเพราะไฟดับหมดยังไม่มีใครได้เห็นภาพจากโทรทัศน์

ระหว่างที่พูดโทรศัพท์อยู่ ไฟก็มา โอกาสที่รถไฟจะกลับมาวิ่งก็น่าจะเร็วขึ้น กลับมานั่งพักในสถานี รอว่ารถไฟจะวิ่งอีกเมื่อไร อีกสักครู่เจ้าหน้าทีีสถานีก็ประกาศว่าวันนี้รถไฟจะไม่กลับมาวิ่งอีกแน่นอน ฮะฮ้า โอเคค่ะ รับทราบ งั้นไปต่อคิวทานโซบะให้อิ่มท้องก่อนแล้วกัน โชคดีที่ร้านโซบะในสถานียังเปิดอยู่และยังไม่มีทีท่าที่จะหมดสต็ิอค แต่ก็เฉียดฉิวเล็กๆ หลังจากที่ได้ทาน คิวหลังๆก็อดโซบะ แต่ยังมีเมนูข้าวรองรับเพียงพอแก่ทุกคน ตอนแรกกะจะค้างที่สถานีเลยเชียว ลืมไปว่าสถานีไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง แล้วตอนที่คอยคิวโทรศัพท์สาธารณะอยู่ ได้ยินคนญี่ปุ่นเข้าไปสอบถามคุณตำรวจที่ป้อมว่าจะหาที่พักได้ที่ไหน มีโรงแรมตรงไหนบ้าง คุณพี่ตำรวจก็ตอบว่า โอ๊ย โรงแรมหาไม่ได้แล้วล่ะ ไปที่พักฉุกเฉินเลยดีกว่า พร้อมอธิบายทางไป ตรงไป เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้าย เจอร้านกาแฟ เข้าตรงโน้นนี้ เผอิญโชคดีที่ว่าหมูใคร่รู้เคยมาเยือนคะมะคุระอยู่หลายรอบ จำแผนที่หนทางเมืองได้ประมาณหนึ่ง แถมสถานที่พักฉุกเฉินที่เป็นโรงเรียนประถมดังกล่าว ก็เพิ่งเดินผ่านมาเมื่อกี้ช่วงที่เดินเล่น ฉะนั้นเมื่อรถไฟวันนั้นไม่วิ่งแน่ ท้องก็อิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินไปสถานที่พักฉุกเฉินกันล่ะ

つづく

*เป็นข้อมูลณ.นาทีแรกๆจึงยังไม่ถูกต้อง

Tuesday, March 1, 2011

ความเผ็ด ความเร็ว ความคงทน



ความเผ็ดที่เราคุ้นเคยมักเป็นเผ็ดจากพริกชนิดต่างๆ อย่างจิ๊บๆกับเผ็ดพริกไทย
ไต่ระดับขึ้นมาก็เป็นพริกป่น ไล่ไปถึงอย่างร้อนๆก็ต้องพริกขี้หนูสวน
ไม่ว่าเผ็ดอย่างไหนก็ล้วนเดินทางมาอย่างเนิบๆ
ค่อยๆแผ่ซ่านยกระดับอุณหภูมิของร่างกายอย่างช้าๆ ให้สูงขึ้นทีละน้อย
แถมยิ่งทานซ้ำ ทานต่อเนื่องก็ยิ่งเพิ่มปริมาณความเผ็ด
ให้รู้สึกร้อนวูบรู้สึกวาบขึ้นไปเรื่อยๆ อาจถึงขนาดเหงื่อตก
แถมคงทนอยู่นานพอประมาณไม่จางหายไปง่ายๆ
เหมือนนั่งรถไฟหวานเย็นของบ้านเรา
ไปเรื่่อยๆอย่างช้าๆค่อยๆเก็บระยะทาง

ในขณะที่ความเผ็ดขึ้นชื่อของญี่ปุ่นที่เป็นความเผ็ดจากวะซะบินั้น
เป็นความเผ็ดชนิดเร็วด่วนแบบรถไฟชินคังเซน
วิ่งปร็ูดขึ้นจิ๊ดทะลุทะลวงจมูกวาบไปทั้งศีรษะ
แต่ก็พลันหายวับไปกับตาเช่นกัน ประเภทมาเร็วไปเร็ว
ไม่ถึงขนาดเรียกเหงื่อ ให้ต้องควักผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดป้อยๆอย่างเผ็ดพริก
ไม่คงทนสร้างความเผ็ดร้อนอยู่นานสองนาน
ความเผ็ดผ่านไปเร็วเหมือนดั่งการวิ่งของรถไฟหัวกระสุน

*รูปบน - วะซะบิสด ฝนเดี๋ยวนั้น ทานเดี๋ยวนั้น ให้ความเผ็ดขึ้นจมูกแบบสดชื่น
ชนิดที่แบบหลอด แบบผง แบบกระป๋องตกคูไปเลย