Monday, February 23, 2009

zakka



หากย้อนอติต 雑貨 zakka ยุคแรกๆ ร้านที่เรียกเสียงกริีดกร็าดในหมู่เด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นสมัยกลางยุค 60s
ก็ต้อง Sony Plaza (ปัจจุบันตัดคำว่า sony ออกเหลือแต่คำว่า plaza)
ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้สีสันสดใสจากอเมริกาอย่าง lunch box น่ารักๆหรือจานใช้แล้วทิ้ง
แต่ถ้านับจากคอนเซ็ปต์การนำเสนอรูปแบบร้าน zakka อย่างเต็มตัวเต็มรูปแบบ
ก็ต้องยกให้ร้าน 文化屋雑貨店 bunkayazakkaten ที่ถือกำเนิดเกิดในยุค 70s
อัดแน่นไปด้วยของใช้กระจุกกระจิกสารพันอย่างชนิดที่คัดสรรโดยเจ้าของร้าน
จัดวางโดยไม่แยกกลุ่มแยกพวกแบ่งหมวดหมู่ แยกแผนกอย่างที่ห้างร้านปกติจัดวางกัน
พี่เครื่องเขียนได้ยืนเคียงกับน้องของเล่นอย่างไม่เก้อเขิน ไม่วางแยกแต่คลุกเคล้าเหมือนวางมั่ว (แต่ตั้งใจ)
สร้างมนต์เสน่ห์แห่ง zakka ให้ฟุ้งกระจายชวนค้นหาไปทั่วร้าน
พอเข้าต้นยุค 80s ก็มี Afternoon Tea มานำขบวนพาเหรดร้าน zakka ที่มีสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัว
รวมถึงตำนานดังๆอย่าง F.O.B.CO.OP, Lazy Suzan นำพาให้เกิดร้าน zakka อีกมากมายต่อๆมา
ส่งคลื่นกระแสจนให้กำเนิดนิตยสาร zakka catalogue (แรกเริ่มนั้นใช้ชื่อว่า 東京雑貨ショップ全案内)
ในกลางยุค 80s รองรับข่าวสารข้อมูลที่ทุกคนอยากรู้ อยากท่องไปกับ zakka
ครั้นช่วงปลายยุค 80s การเปิดของ Loft ที่เป็นห้างของ zakka ล้วนๆ ได้แสดงถึงพลังแห่ง zakka
ว่าได้กลายเป็น big business พุ่งกราฟติดจรวดตีฟองอันทรงพลังระเบิดเป็นพลุแตก
ความฮิตในต้นยุค 90s ที่หันไปทางไหนก็มีแต่ร้าน zakka เป็นดอกเห็ด

ในแง่ของรูปแบบและสไตล์ก็ได้แปรเปลี่ยนไปพร้อมกับกาลเวลา
จากแนวอเมริกัน แนวคันทรี่ ไปแนวเอเชี่ยน แนวรีไซเคิล ออร์แกนนิค รักษ์ธรรมชาติ
หลังๆขึ้นเหนือนิยมแนวสแกนดิเนเวีย ไม่ก็รัสเซีย หรือยุโรปตะวันออก
แต่ที่คลาสสิคไม่มีวันตายก็ต้องยกให้แนวฝรั่งเศส
จากร้านในถิ่นเมืองรวมเป็นดง ถึงซ่อนหลืบตามชานเมือง สู่ร้านออนไลน์เปิด 24 ชม.
ปัจจุบันร้าน zakka ที่ได้ล้มหายปิดตัวจากไปก็แยะ ส่วนที่ยังคงยั่งยืนยงก็มีอยู่ไม่น้อย
แม้จะไม่ระเบิดเมืองเท่าเก่าก่อน แต่ความทรงเสน่ห์ของ zakka
ที่มักเรียกกวักให้เผลอไผลควักสตางค์ได้ง่ายๆก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย



*จากรูป
เจอน้อง mini clubman สีเหลืองรุ่นปี 1976 พกของกระจุกกระจิกเต็มคันรถนี้เมื่อปีที่แล้วตรงชิบุยะ
เป็นร้านขายของ zakka ออนไลน์ แต่ก็จะผลุบโผล่ไปจอดขายตามสถานที่ต่างๆในบางโอกาส
ชื่อว่า Zakka MiniMini มีทั้งของแฮนด์เมด ของกระจุกกระจิกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสไตล์ปารีเซียง
ดูสนุกสดใสเพลินตาเจริญใจดี

Tuesday, February 17, 2009

เทียบรุ่น



ศึกวันทรงชัยระหว่าง อะมะโอ vs ซะกะโฮะโนะคะ
อะมะโอ หากเปรียบเป็นมวยก็ต้องอยู่รุ่นเฮฟวี่เวท แล้วที่ว่าเฮฟวี่นั้น เฮฟวี่ขนาดไหน
ลองจับมาเทียบมวยกับซะกะโฮะโนะคะกันใกล้ๆ ก็ต้องยอมรับว่าอะมะโอ
เธอช่างอึ๋มบิ๊กอวบอิ่มไปทั้งตัว ชนิดบังน้องซะกะโฮะโนะคะได้มิดทั้งตัว
และนอกจากหุ่นจะสุดดินระเบิดแล้ว หากพินิจจับจ้องดีๆจะเห็นว่าคุณอะมะโอ
เธอมีสีแดงจัดทั่วทั้งตัวจริงๆ ไม่ละเว้นแม้ส่วนหัว แดงก่ำในทุกอณู
ในขณะที่น้องสตรอเบอรี่พันธ์ุอื่นๆ มักมีส่วนแอบซีดจางขาวที่บริเวณหัว
อย่างเช่นซะกะโฮะโนะคะ ก็ยังขอแซมศีรษะขาวอยู่นิดๆ
แล้วไม่ได้แดงฉ่ำเฉพาะผิว อะมะโอเธอยังก่ำสีแดงทั่วถึงเนื้อใน ถึงไส้ถึงพุง
แถมด้วยสัมผัสชุ่ม นุ่ม หวานกระชากใจอีกต่างหาก
ทว่าการเทียบรุ่นในเรื่องรสชาติ ซะกะโฮะโนะคะกลับไม่ได้ต่างชั้น ต่างรุ่นจากอะมะโอแม้แต่น้อย
เพราะซะกะโฮะโนะคะก็หวานจัดไม่แพ้กัน
จะต่างก็ตรงที่ขนาดที่ทิ้งห่างจากอะมะโออย่างที่เห็น
(ขนาดที่ว่าซะกะโฮะโนะคะก็จัดอยู่ในชั้นมิดเดลเวทแล้วนะนี่)
เรียกว่าแม้จะแพ้ที่ขนาด แต่รสชาติก็ต่อยหนักสูสีกัน
ขึ้นกับว่ากระเป๋าหนักนิยมอึ๋ม หรือมัธยัสถ์บริโภคแบบพอประมาณ
เพราะถ้าเทียบราคาน้องซะกะโฮะโนะคะก็จะย่อมเยากว่าคุณอะมะโอ
นี่แค่ 2 รุ่นมาเทียบกัน ยังป่วนเล่นเอาลังเล ถ้าเอาทุกพันธ์ุมาเทียบคงวิงเวียนหมดสติ
ครั้นจะรักหมด เสียสติชื้อทุกพันธ์ุก็คงหมดสตางค์ก่อนหมดสติ ไม่มีทั้งสติ ไม่มีทั้งสตางค์

Monday, February 9, 2009

รักฉันสักนิด

ryoichi-yamazaki.jpg

สะดุดตาทันทีที่เห็นตาโต แก้มห้อยตุ่ย กับคิ้วแสนกังวล
งานของศิลปินรุ่นใหม่ Ryoichi Yamazaki
ในชื่อ I Want to Be Loved Culture-bound syndrome IV
จัดแสดงตั้งแต่ 6-28 กุมภาพันธ์นี้ ที่ Gallery Strenger
รูปปั้นเด็กน้อยผลุบโผล่ซ่อนแอบอยู่ทั่วพื้นที่ จากหลังเสาถึงบนเครื่องปรับอากาศ
บางครั้งก็เหมือนแอบมองเราอยู่จากที่ไหนสักแห่ง
แล้วพลันจ๊ะเอ๋สบตาโดยไม่คาดฝันให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย
คุณ Yamazaki ช่างถ่ายทอดอารมณ์ด้วยกริยาท่าทางและสายตาได้อย่างเยี่ยมยอด
แม้จะดูน่าหวาดๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หดหู่สุดขั้ว
หากแฝงความสนุก เปี่ยมด้วยไวพริบและความขบขัน สร้างรอยยิ้มให้โดยไม่รู้ตัว
งานนี้โชว์ผสมทั้งงานปั้นและภาพเขียน
สะกิดให้จดจำชื่อและติดตามงานต่อๆไป

Sunday, February 1, 2009

น้ำเชื่อม



น้ำเชื่อม สร้างความหวานเชื่อมลิ้น
เป็นตัวประกอบ เชื่อมโยง ส่งเสริมรส มีบทบาทแสนสำคัญ
แต่มักหลบฉากละลายเนียน แบบไม่ชอบเอาหน้า
ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่เชื่อมรสดั่งชื่ออยู่เงียบๆ

หาก 榮太樓 Eitaro ร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่อายุกว่า 150 ปี
ตระหนักถึงบทบาทของน้ำเชื่อม みつあめ (เพราะเป็นหนึ่งในส่วนผสมสำคัญของวะกะชิ)
จึงได้ชูบทบาท ดันตัวตน ให้เจิดจรัสเป็นตัวเอกของแบรนด์ใหม่นามว่า Ameya Eitaro
เปิดตัวเมื่อปี 2007 สร้างความโด่งดังที่ชั้นใต้ดินแผนกขนมของอิเซตัน ชินจุกุ
พร้อมแพ็คเกจจิ้งดีไซน์ทันสมัย
นำโดยน้ำเชื่อมตัวเอก 有平糖 Aruhei-to ออริจินัลของเอทะโร่
ตามมาด้วยแบบน้ำตาลทรายแดง, รสชาเขียว, รสชาเอิร์ลเกรย์, รสยุซึ ฯลฯ
ที่สำคัญคือเทคนิคเพิ่มคุณค่าอีกระดับด้วยวิธีรับประทาน
ที่แนะนำให้ใช้ทาขนมปัง หรือใส่ชาแทนน้ำตาล
หรือใส่โยเกิร์ต ราดไอศกรีม ก็อร่อยล้ำเลิศหรู
ยามหน้าร้อน ก็ใช้ราดผลไม้แช่เย็นฉ่ำสุดชื่นใจหรือจะชงดื่มก็ย่อมได้
แล้วยังละมุนแทรกถึงอาหารคาว ไว้ปรุงรส ชูรสให้ละไม
จึงมีแผ่น recipe ใบน้อยๆแนบให้ เป็นไอเดีย



อย่าง 有平糖 Aruhei-to (ขวดซ้าย) เคียงไปกับ บาแกตต์ขนมปังฝรั่งเศสหั่นสไลซ์
โปะด้วยชีส แล้วบรรจงราดอะรุเฮโท หยดเยิ้มสร้างรสชาติอะโยะโย่ในใจ
หรือ 檸檬&ジンジャー lemon ginger (ขวดขวา)
ที่มีผิวเลมอนกลิ้งมาเต็มขวด ทั้งยังหอมกลิ่นขิงระรวยๆนำมาแดนซ์ผสมกับน้ำมันมะกอก
บวกนำ้ส้มบาลซามิก ใส่เกลือนิด โปรยงาอีกหน่อย กลายเป็นน้ำสลัดชั้นเลิศ เคล้าสลัดผักให้อร่อย

นอกจาก ตัวเอกแล้วก็ยังมี みつあめ ในรูปร่างขนมอื่นๆที่น่าทานอีกหลายอย่าง
เช่น สายไหมในรูปแผ่น (*ไว้วันหลังจะนำมาให้ชม) อมยิ้มสีสวย เป็นต้น
เป็นการสร้างเสริมเพิ่มคุณค่า เพิ่มราคาแก่น้ำเชื่อมได้อย่างน่าชม