Wednesday, June 27, 2007

waribashi



วาริบะชิ ตะเกียบใช้แล้วทิ้งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
เริ่มใช้ตามร้านปลาไหลย่างมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ช่วงปีค.ศ. 1800 กว่าๆ โน้น (ก็ราวสองร้อยปีมาแล้ว)
โดยในสมัยแรกเริ่มนั้นทำจากไม้ไผ่
และมาใช้กันแพร่หลายในสมัยเมจิ พอเข้ายุคไทโช ตะเกียบใช้แล้วทิ้งนี้ก็มีถึงประมาณ 80 ชนิดเชียว
แบ่งรูปแบบตามการใช้งาน ขนาด วัสดุให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท
เช่น อาหารที่มีน้ำมันมาก อย่างร้านเทมปุระและปลาไหลย่าง มักใช้ตะเกียบที่ทำจากไม้ไผ่
เนื่องจากไม่อมน้ำมันเท่าไม้ชนิดอื่นๆ
และยังแบ่งตามระดับไฮโซโลโซตามเกรดของร้านอาหาร
อย่างแบบในภาพ เรียกว่า เทนโซะเกะ
สังเกตุด้านบนที่ตัดเฉลียง เหลาเรียวเฉพาะปลาย มักใช้ในร้านอาหารระดับหรู

วาริบะชิกับที่วางตะเกียบ
ตามร้านอาหารญี่ปุ่นที่ใช้ตะเกียบใช้แล้วทิ้ง แล้วไม่มีที่วางตะเกียบไว้ให้
ทำให้ขัดเขิน ไม่รู้ว่าจะวางตะเกียบไว้ไหน
จะให้ถือไว้ตลอด ชี้นกชมไม้ คุยโน้นนี้ จิ้มหน้าคู่สนทนาก็แสนเสียมารยาท
ครั้นจะวางบนชามข้าวก็ไม่งาม
วิธีง่ายๆ เพื่อมารยาทอันดี คือใช้ซองตะเกียบพับเป็นที่วาง แทนที่จะขยำเสียเปล่า
วิธีพับนั้นมีหลากหลาย ที่ง่ายที่สุดแบบหนึ่ง
fold-chopsticks-wrapper.jpg
คือถ้าเป็นซองตะเกียบแบบยาวก็พับครึ่งก่อนแล้วพับครึ่งทบอีกครั้ง
(ถ้าเป็นซองสั้นอาจแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆกันแล้วพับเข้าหากัน)
ได้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ พับครึ่งตามยาวอีกทีเป็นยอดเขา
แล้วพับกดที่ตรงรอยพับครึ่งของปลายทั้งสองข้างเป็นมุมตบเข้าไป
กลายเป็นภูเขาน้อยๆ ให้ตะเกียบได้พักพิง

เป็นการใช้เวลาว่างให้เพลิดเพลินลืมเสียงท้องร้องระหว่างคอยอาหาร

Sunday, June 24, 2007

Mango Tango in Japan

1182523988_photo.jpg

วันนี้ไปเจอข่าวร้าน Mango Tango ของไทยไปเปิดร้านที่ไดกังยามะ
อะฮ้า...
สถานที่ก็ดีทีเดียวเชียวนะเออ
อยู่ชั้น B1 รองรับได้ 42 ที่นั่ง ใน La Fuente ที่เป็นมอลล์ขนาดย่อมมีบูติคดีไซน์เนอร์ชั้นนำอย่าง Sunaokuwahara, Tsumori Chisato, Final Home
ที่สำคัญใช้มะม่วงจากเมืองไทยล้วนๆ โดยมีเมนูให้เลือกถึงกว่า 40 รายการ
ราคาก็น่ารัก เช่น mango tango 1,200 เยน, mango rumba 950 เยน, mango thai sundae 900 เยน
ได้เงินเยนไหลมาเมืองไทยกันบ้าง
เอ...ไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขทางธุรกิจอย่างไรก้บบริษัทที่บริหารในญี่ปุ่น
ขอให้เงินเข้าบ้านเราแยะๆหน่อยก็จะดีหลาย
นอกจากสาขาแรกที่ไดกังยามะแล้ว ยังมีแผนจะเปิดแถวอาโอะยามะ
(นับว่าเข้าใจวางตำแน่งเลือกโลเคชั่น สร้างภาพพจน์ได้ดีทีเดียว)
ในโตเกียวคาดว่าจะเปิดให้ได้ 3 สาขาภายใน 1 ปี จากนั้นจะไปบุกแถวโอซาก้า, นาโกยะ, ฟุกุโอะกะ ฯลฯ

มะม่วงไทยบุกญี่ปุ่นเจ้าข้า

Wednesday, June 20, 2007

ขนมครกข้าวเหนียวดำ



แรกพบประสบตาก็ให้สะดุดตาสะดุดใจกับผิวสีเข้มอันแสนเซ็กซี่ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว
ให้ฉงนว่าเป็นขนมครกอะไร จึงได้คำเฉลยมาว่าเป็นขนมครกข้าวเหนียวดำเจ้าค่ะ
ด้วยความที่ชอบทานข้าวเหนียวดำอยู่แล้วจึงปักหลักยืนนิ่งคอยคิวอยุู่ตรงนั้นไม่ไปไหน
แล้วเดินถือมือสั่นมานั่งทานด้วยความรีบร้อนจนลวกลิ้นลวกปากเตือนสติในความตะกละ
ให้ค่อยๆละเลียดชิมชื่นชมกับรสชาติแสนสมดุลย์ในสัดส่วนของตัวแป้งกับกะทิ
ที่ไม่มากไม่น้อยไม่ขาดไม่เกิน
ไม่ใช่เนื้อแน่นแข็งปั๋งมีแต่แป้งหรือเหลวเละมีแต่กะทิ
อีกทั้งความหวานมันกำลังดี พอมีความเค็มปะแล่มๆเป็นวาทยกรชูรสให้แหลม
ในขณะที่พาส่วนผสมทั้งหมดบรรเลงรสกลมกล่อมลงตัว
ให้ต้องไปแอบถามว่าปกติขายที่ไหนค่ะ
ซอยละลายทรัพย์ค่ะ
กาลเวลาผันผ่าน ช่วงนี้มีเหตุให้ไปแถวนั้นบ่อย จึงแวะเวียนไปซื้อกลับบ้านจน คุณน้อง ติดใจไม่เบื่อ
แบบธรรมดาสีขาวเค้าก็มี แต่ทานทั้งทีก็ต้องขนมครกข้าวเหนียวดำนี่ซิ funky ดี

Friday, June 15, 2007

The Grand Tour

demogallery5.jpg

นับแต่ 13 มิถุนายนนี้ไปเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผู้คนที่สัญจรในลอนดอนแถบเวสต์เอนต่างจะได้เพลิดเพลิน แปลกตากับทัศนียภาพข้างทางที่แขวนประดับด้วยเหล่าภาพวาดชื่อดังของโลก สร้างความสุนทรีย์ทางสายตา เป็นแกลเลอรี่ริมทางขนาดยักษ์ที่เดินชมได้ฟรีๆ

The Grand Tour งานนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง The National Gallery และ Hewlett-Packard และแน่นอนว่าภาพทั้งหมดเป็นการปริ้นต์โดย Hewlett-Packard ในขนาดเท่าจริงทุกชิ้น

grandtour-map.jpg

ทั้งยังมีบริการเสริมเพิ่มอรรถรสการชม หากแวะไปที่เว็บไซต์ของ The Grand Tour จะมีบริการแผนที่ทั้งหมด แนะนำภาพต่างๆ ว่ามีภาพใดและแขวนอยู่ที่ไหนบ้างก่อนจะท่อมเดินไปชม พร้อมดาวน์โหลด audio guide ใส่ MP3 ของตัวเองได้ด้วย แถมมีชุดทัวร์ย่อยน่ารักๆให้เลือก

The Heavy Hitters Tour ที่เจาะดูผลงานของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Da Vinci, Gainsborough, Rubens, Boticelli และ VanGogh
The Lovers Tour สำหรับคู่สวีทชมภาพแสนโรแมนติก
The Escape the City Tour ที่เต็มไปด้วยภาพวิวสวย
Lunchbreak Tour ที่มีให้เลือกถึง 3 ที่ เช่น Oxford Circus, Piccadilly Circus หรือ Covent Garden ให้เดินชมเล่นช่วงพักเที่ยง

หรือถ้าไม่ชอบชุดทัวร์ที่แนะนำไว้ก็เลือกเดินได้ตามชอบ ครั้นอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็กดโทรศัพท์ที่ปรากฏอยู่ที่ภาพ เพื่อฟังคำอธิบายเพิ่มเติมได้ทันที (แต่เสียค่าโทรนะค่ะ)

ช่างเป็นกลยุทธ์ชักชวนชมที่น่าสนใจมาก!

Saturday, June 9, 2007

Chupa Chups



อมยิ้ม ของโปรดของเด็กๆ
สร้างความหวานชุ่มใจ
สร้างพลังงานให้วิ่งเล่นได้ไม่เหน็ดเหนื่อย
สร้างรอยยิ้มตุ่ย
สร้างรอยยิ้มตุ่ย ตุ่ย (หากอมทีเดียว 2 อัน)
สร้างรูฟันผุ หากขี้เกียจแปรงฟัน

Chupa Chups สัญชาติสเปน นับเป็นหนึ่งในอมยิ้มที่เด็กๆทั่วโลกคุ้นเคย
แต่เด็กกี่คนหนอจะรู้ว่าโลโก้ของ Chupa Chups ออกแบบโดย Salvador Dali
ศิลปินหนวดโง้งแสนงาม นามกระเดื่องในศิลปะแนวเหนือจริง หรือ surrealism
โอ้...

ในปี 1969 Enric Bernat เจ้าของและผู้คิดค้น Chupa Chups เดินทางไปยัง Figueras
ซึ่งอยู่ 150 กิโลเมตรเหนือ Barcelona เพื่อไปพบศิลปินของโลก Salvador Dali
ภายในไม่ถึงชั่วโมงระหว่างมื้อกลางวัน ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้สเก็ตซ์โลโก้ Chupa Chups
บนกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นชื่อยี่ห้ออยู่ตรงกลางดอกเดซี่
พร้อมกับแนะนำให้ย้ายโลโก้จากเดิมที่ด้านข้างของอมยิ้มมาอยู่ตรงหัวเพื่อให้อ่านง่ายและชัดเจน
ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงโครงสร้างโลโก้เดิมนี้ไว้ เพียงมีการปรับแต่งเล็กน้อย เช่น เพิ่มสีที่ริมขอบดอกเดซี่

Wednesday, June 6, 2007

masking tape

masking-tape1.jpg
masking-tape2.jpg
วันก่อนไปเจอ masking tape หรือ เทปกระดาษกาวย่น ของ a2g+(books) สีสวยถูกใจมากๆ
โดยเฉพาะชุด d-deep สีเข้มกับชุด d-soft สีตุ่นๆ ชุดละ 1,600 เยน (4 ม้วน/ชุด)

masking tape ได้รับการคิดค้นในปี 1925 โดย Richard Drew แห่งบริษัท 3M ที่ไปเห็นเหล่าช่างทำสีรถยนต์หัวเสียกับเทปกาวเหนียวหนึบที่พาเจ้าสีที่เพิ่งทำใหม่ติดออกมาด้วยยามลอกส่วนที่กันไว้ออก ซึ่งในยุคนั้นนิยมทำสีรถเป็นทูโทน Drew จึงเล็งเห็นถึงความต้องการเทปกาวที่มีกำลังความเหนียวเพียงน้อย ไม่ยึดติดแน่นจนเกินไป นอกจากนี้เขายังเป็นผู้คิดค้นเทปกาวใส cellophane tape หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า สก็อตเทป

และก็มีเรื่องเล่าอยู่ว่า Drew คนนี้อีกเช่นกันที่เป็นตัวประกอบสำคัญให้เกิดชื่อ สก็อตเทป ในเวลาต่อมา เนื่องมาจากระหว่างที่เขาทดลองระดับความเหนียวของ masking tape นี้ที่อู่รถ เจ้าเทปกาวทดลองหลุดง่ายเสียจนทำเอาเหล่าช่างทำสีหงุดหงิดโมโหตะโกนใส่ Drew ให้เอาไอ้เทปนี้กลับไปหาเจ้านายสก็อต*ของเอ็ง แล้วบอกว่าทำให้มันเหนียวๆหน่อย!
(*สก็อต ที่เหล่าช่างทำสีหมายถึง คือ ความตระหนี่)

Sunday, June 3, 2007

Plastic bag



ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ เหล่าบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆในญี่ปุ่น ร่วมกันช่วยลดจำนวนการใช้ถุงก๊อปแก็ปที่หน้าร้านให้มากขึ้น

เซยุ จะมอบส่วนลด 2 เยนแก่ลูกค้าที่ไม่ต้องการใช้ถุงก๊อปแก็ป โดยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณถุงก๊อปแก็ปให้ได้ 30% ภายในปีนี้ เซยุถือได้ว่าเป็นค่ายซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เจ้าแรกที่มอบส่วนลดให้แก่ลูกค้าที่ไม่ปราถนาจะใช้ถุงก๊อปแก็ป จูงใจด้วยวิธีการสะสมแสตมป์ครบ 20 ครั้ง ก็จะได้รับเงินส่วนลด 100 เยน อันเป็นกลยุทธ์ที่หลายเจ้าใช้ตาม ส่วน my bag* ของเซยุที่นำมาจำหน่าย ถุงพลาสติกรีไซเคิลก็ราคา 20 เยน แล้วยังสามารถเปลี่ยนใบใหม่ได้ฟรี เมื่อเก่าชำรุด ส่วนราคาถุงที่หักต้นทุนแล้ว กำไรจำนวน 5 เยนก็จะบริจาคให้แก่องค์การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แต่ถ้าเป็นถุงผ้าก็เพียงราคา 197 เยนเท่านั้น

ฝั่งอิโตโยคะโด สาขาที่โยะโกะฮะมะ จะเริ่มคิดค่าถุงก๊อปแก็ป ในราคา 5 เยนต่อใบ ส่วนการรณรงค์เดิมที่ใช้วิธีแสตมป์สะสมแต้ม 20 แต้มได้ส่วนลด 100 เยน จากมิถุนายนนี้ จะเพิ่มเป็น 2 แต้่มต่อครั้งสำหรับลูกค้าที่ใช้ my bag ของทางร้าน ส่วนค่ายอิออน ที่บริหารกิจการจัสโก้ ก็จะเพิ่มจำนวนสาขาที่คิดค่าถุงก๊อปแก็ปจาก 1 สาขาเป็น 6 สาขา ด้านซัมมิทก็เริ่มคิดค่าถุงก๊อปแก็ปที่บางสาขา ในราคา 5 เยนต่อใบเช่นกัน ทั้งยังใส่ใจติดหูหิ้วที่ถุงข้าวสารให้ง่ายต่อการถือกลับบ้านอีกด้วย

อันการรณรงค์ให้ช่วยกันลดจำนวนการใช้ถุงก๊อปแก็ป โดยให้พกถุง/กระเป๋าใส่ของ มาจากบ้าน เริ่มกันในประเทศทางตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปมานาน แถบเอเชียก็เห็นมีญี่ปุ่นที่จริงจังกว่าเพื่อน ร้านค้าก็ลดค่าใช้จ่าย ลูกค้าก็ไม่รกบ้าน ลดปริมาณการใช้ปิโตรเลียมอันเป็นวัตถุดิบของการผลิตพลาสติกทั้งหลาย ขยะของเมืองก็น้อยลง ปริมาณพลังงานที่ต้องสูญเสียในการกำจัดขยะก็ลดลงบ้าง ช่วยลดมลพิษจากการที่ไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยากของเหล่าถุงที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่ ฯลฯ

บ้านเราน่าจะมีใครลองสร้างการจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด หรือไปร่วมมือกับสินค้าอุปโภคบริโภค สมนาคุณลูกค้าที่นำถุงมาจากบ้าน ด้วยสินค้าขนาดตัวอย่าง พวกผงซักฟอก/แชมพู/โลชั่น ซองเล็กๆแทนการยืนแจกทั่วไป แสนจะเป็นแผนการโฆษณาส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่ดีออก ลูกค้ามีทัศนคติที่ดี อยากมาช่วยซื้อของที่ห้าง ห้างร้านเองก็ได้ช่วยสังคมไปในตัว สาธุ

*my bag ถุง/กระเป๋าที่เราถือมาจากบ้านเพื่อใส่บรรดาของที่จับจ่ายตามห้างร้าน โดยไม่ต้องใช้ถุงของทางร้านให้เปลือง และช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานและขยะของเมือง
ส่วนการใช้คำภาษาอังกฤษว่า my นำหน้าสิ่งของที่พกมาจากบ้าน เพื่อใฟังดูเก๋ดูเท่ ที่ใช้กันทั่วไป ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์สร้างทัศนคติที่ดีในการรณรงค์หลายอย่าง เช่น my bag นี้ หรือ my hashi ที่รณรงค์ให้พกตะเกียบส่วนตัว ลดจำนวนตะเกียบใช้แล้วทิ้ง