Wednesday, May 30, 2007

Lips and sakura



เบื้องหลัง "ซากุระซากุระซากุระ"
หากไม่ได้มีถิ่นพำนักอาศัยในญี่ปุ่น การชมซากุระตอน 満開 หรือช่วงที่บานเต็มที่ เรียกได้ว่าต้องมีพรหมลิขิตต่อกันประมาณหนึ่ง เพราะไม่มีกำหนดตารางเวลาตายตัว นัดหมายการเบ่งบานล่วงหน้านานๆไม่ได้ มีแต่อุณหภูมิเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ ชักพาให้ได้ชมความงาม หากชะตาต้องกัน

แล้วพรหมลิขิตก็ได้ชักพาให้ปีนี้ไปโตเกียวช่วงที่ซากุระบานพอดี แล้วยังให้ได้รับเกียรติเขียนเรื่องเกี่ยวกับซากุระในลิปส์อีกด้วย

หลังจากที่ไม่ได้เดินชมซากุระอย่างจริงจังมานาน ต่างกับระหว่างที่เรียนอยู่จะไปเดินท่อมที่ชินจุกุเกียวเอ็นเป็นประจำ เพราะที่นี่มีซากุระจำนวนเป็นพันกว่าต้น และหลายสิบพันธุ์ให้ชม ที่สำคัญคือไม่แออัดไม่มีกองทัพปาร์ตี้ ปูเสื่อดื่มเหล้าร้องเพลงเสียงดัง เพราะสวนนี้ห้ามนำสุราเข้า จึงมีแต่คนที่เข้าไปชื่นชมซากุระกันแบบเงียบๆเรียบร้อย เป็นชมรมถ่ายภาพ ชมรมวาดภาพเสียส่วนใหญ่

คราวนี้จึงผนวกการหวนบรรยากาศ ไปเดินท่อมสูดกลิ่นไอมหัศจรรย์แห่งธรรมชาตินี้มาเต็มปอด แล้วกลับมานั่งจิบชาซากุระ (รสเค็มๆ) พลางเก็บความหมายแห่งซากุระ มาฝากมุมมองส่วนตัวต่อคำๆนี้ในหลายหลายความหมาย ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ดอกไม้แสนสวย หากมี นัย ภายใต้นาม"ซากุระ"

พลิกไปเบื้องหน้าที่ลิปส์
คอลัมน์ : ปากต่อปาก
หน้า : 293-295
เรื่อง : ซากุระซากุระซากุระ

Monday, May 28, 2007

DAKARA

dakara_wp_a1.jpg
DAKARA น้ำดื่มเพื่อความสมดุลย์ของร่างกายจาก suntory มีเว็บไซต์ที่สุดแสนตลก ขำกลิ้ง
คลิกไปที่ dakara ระหว่างโหลดจะพบกับเจ้าหมู Pigling (จาก Peter Rabbit) เต้นบัลเล่ต์
แล้วประโยคด้านบนศีรษะเจ้า Pigling จะปรากฎขึ้นให้เติมความในช่องว่างว่า
ตอนนี้อยากจะ........ซะแล้ว ขอร้องล่ะ
โดยเจ้า Pigling จะยืนเฝ้าคอยให้เราจิ้มคีย์บอร์ดว่าอยากทำอะไรที่สุดตอนนี้
ว่าแล้วก็คีย์ไปเลยว่าอยากทำอะไร
เจ้า Pigling ก็จะมีปฎิกิริยาโต้ตอบตามประโยคที่เราบอกไป
(ที่คงถ่ายทำเก็บไว้เป็นกะตักๆ ทั้งโพสต์ทั้งเต้นสารพัดจนหน้ามืด)

แต่ไม่ต้องตกใจ ถึงจะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆก็ไม่ใช่อุปสรรค
ลองแกล้งไม่คีย์อะไรไป ก็ยังได้เห็น Pigling ทำท่าน่ารักต่างๆได้
เพราะระหว่างรอคำตอบ เจ้า Pigling ที่ยืนตัวตรงจะเริ่มกระดกขาขึ้นลงเป็นจังหวะ
หากเรายังไม่คีย์ลงไปอีก ก็จะยืนง่วงคอตกหลับคร่อกฟี้ไป
แล้วพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาใหม่เล็กน้อย ก่อนจะคอพับหลับไปอีก
หากเราก็ยังชักช้าอยู่ เจ้าหมูก็จะทำตัวอย่างจิ้มคีย์บอร์ดใส่ข้อความ
เช่น อยากไปห้องน้ำที่สุดตอนนี้ ว่าแล้วเจ้าหมูก็วิ่งปรู๊ดหายไปเข้าห้องน้ำ
พร้อมกับกลับมาใหม่ยืนขาชิด รอเราเช่นเคย
ระหว่างรอรอเล่า ก็จะเดินโยกซ้ายขวา
ชะโงกหน้าดูว่าเรามั่วงุ่มง่ามทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่บอกซะทีว่าอยากทำอะไร
หากเราแกล้งเฉยอีก ก็จะอดรนทนไม่ไหว คีย์ตัวอย่างใหม่ เช่น อยากไปทะเลตอนนี้
หมูเจ้าก็จะบ่นว่า ช่วยไม่ได้ ไปแถวนี้ก็แล้วกัน
ว่าแล้วก็กวาดมือทั้งสอง ทำท่าแหวกน้ำไปเรื่อยๆ
จบแล้วก็กลับมารออย่างเดิม ทำท่าโน้นนี้ไปเรื่อยๆ
(แถมบางมุขก็ให้ประหลาดใจในความน่าหยิก แล้วขำกลิ้งไปมา)

ต้องแวะไปเยี่ยมเยือนกันให้ได้ เพื่อยิ้มกว้างวันละนิดจิตเบิกบาน

***เห็นหน้าเป็นหมู Pigling อย่างนี้ ที่จริงเป็นสาวสวย ballerina แห่ง New National Theatre Tokyo เชียวนะ
นามว่า Motojima Miwa

Wednesday, May 23, 2007

recette

recette11.jpg

recette ร้านขายขนมปังอร่อยๆแบบไร้ถาดและไม้หนีบ เพราะขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น!
ใช้"การใส่ใจ"เป็นกลยุทธ์ นวดให้เป็นขนมปังคุณภาพที่หลายคนอยากลิ้มลอง แม้จะมีราคาที่จัดว่าแพงทีเดียว แต่ยังขายดีขนาดเป็นกรณีศึกษาทางการตลาด

"การใส่ใจ" ของ recette นั้นให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดแทบจะทุกละอองแป้งทีเดียว ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต หีบห่อ วิธีการขาย สภาพแวดล้อม และบุคคลการ ผนวกกับการนวดหวดแป้งด้วยแรงใจกว่า 120% มุ่งเพื่อให้ได้ขนมปังที่ดีที่สุด

โดยคัดสรร เลือกใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดในทุกๆส่วนผสม ตั้งแต่น้ำแร่ เกลือ ยีสต์ธรรมชาติ แป้ง ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างล้วนสุดยอดเพื่อขนมปังชนิดนั้นๆ จนเขียนบรรยายได้อีกหลายหน้าเชียว เรียกว่าไม่มีหมุบหมิบลดต้นทุน คำนึงแต่ว่าขนมปังจะออกมาอร่อยหรือไม่เป็นหลัก ด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพและคุณค่าในงานของตน (ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญมากๆในงานทุกสายอาชีพ ไม่เฉพาะคนทำขนมปัง)

ingredient.jpg

หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการทำขนมปังคือ "เวลา" recette นั้น"ใช้"และ"ให้"เวลาอย่างเต็มที่แก่การทำขนมปัง โดยใช้เวลามากกว่าธรรมดาถึง 10 เท่า จึงไม่มีการรีบฟาดไล่ลมแค่ 2-3 ฟาดก็ปั้นใส่เตาอบ แถมใช้กำลังคนมากกว่า เช่น ถ้าเทียบร้านขนมปังทั่วไปที่ใช้คนเพียง 2 คน ที่นี่จะใช้คนถึง 5 คน และสำหรับ recette คนทำขนมปังไม่ใช่เพียงช่างฝีมือแต่เป็นผู้สร้างสรรค์ เป็นศิลปินอีกด้วย จึงละเอียดอ่อนและมีสัมผัสที่ไว เพราะการทำขนมปังนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ (แค่อุณหภูมิ/ความชื้นที่ต่างแต่ละวันก็ทำให้แตกต่างได้แล้ว)

สถานที่ผลิตก็ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงามสะอาดสะอ้าน จึงตั้งอยู่ในสถาบัน Ikejiri institute of design เพื่อให้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศและแวดล้อมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชุดยูนิฟอร์มก็ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ เน้นการใช้งาน ในขณะที่ดูเรียบเท่ คือไม่ละเลย แต่เก็บรายละเอียดการใส่ใจในทุกองค์ประกอบจริงๆ สร้างอารมณ์บรรยากาศการทำงานให้คนทำขนมปังรื่นรมย์ ขนมปังจะได้ออกมาอร่อยๆ ส่วนหีบห่อก็ออกแบบเป็นกล่องสวยงาม ป้องกันขนมปังไม่ให้ยุบตัวเวลาขนส่ง (ราคาที่แพงส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้ด้วยล่ะนะ แต่ก็เพื่อความสุนทรีย์อีกนั่นแหละ)

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือ วิธีการขาย เนื่องจากกำลังการผลิตไม่สามารถรับรองกับความต้องการทั้งหมดได้ ปัจจุบันจึงมีการแบ่งวิธีการขายออกเป็น 4 ประเภท

shokupan2.jpg
- แบบทั่วไป ขายแต่ขนมปังแซนวิชธรรมดาทีี่ไม่ธรรมดา เพราะสนนราคาครึ่งแถวอยู่ที่ 2,000 เยน เต็มแถวก็ 3,000 เยน (ในขณะที่เฉลี่ยทั่วไปมีราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยนจนถึงพันต้นๆ) ไม่ว่าใครก็สั่งซื้อได้ กระนั้นก็ต้องสั่งราวหนึ่งเดือนล่วงหน้า วันเวลาส่งนั้นขึ้นอยู่กับตารางการผลิต แต่รับรองว่าได้ทานแน่นอน (หลังจากลืมไปแล้วว่าตนเองสั่งเอาไว้)

- แบบจับฉลาก สำหรับขนมปัง 3 ชนิดคือ
@cinnamon (รูปบนสุด) แถวละ 3,000 เยน
ขนมปังแซนวิชซินนามอน ใส่ครีมชีสและลูกเกดออร์แกนนิค
@vanilla (รูปบนสุด-ขวาบน) แถวละ 3,800 เยน
ขนมปังแซนวิชแบบหวาน ใส่วานิลลา เกาลัคและผิวส้มเชื่อมจากฝรั่งเศส ชอกโกชิพและอัลมอนด์สไลด์
@berry (รูปบนสุด-ซ้ายล่าง) แถวละ 2,250 เยน
ขนมปังแซนวิชใส่สตรอเบอรี่เชื่ิอมแช่ไวน์จากฝรั่งเศส ไวท์ชอกโกแลต และครีมชีสพิเศษ
หากจำนวนสั่งซื้อมากกว่าจำนวนที่ทำในแต่ละครั้ง ก็จะใช้วิธีจับฉลากเอา ขนมปังแต่ละอย่างก็ยังมีตารางผลิตที่ต่างกัน เช่น @cinnamon จะทำในเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายนเท่านั้น การสั่งซื้อคือเดือนก่อนหน้าตามเวลาที่จะแจ้งไว้ในเว็บไซต์ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะทานแบบไหนแล้วจะได้ทานกันเลย ทรมานคนกินจริงๆ

recette3.jpg
- แบบผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก โดยจะจัดส่งขนมปังแบบพิเศษที่จำหน่ายให้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น เนื่องจากเป็นขนมปังชนิดที่ใช้เวลาและหาวัตถุดิบยาก จึงไม่สามารถทำให้จำนวนมากได้ ในครึ่งปีจะจัดส่งขนมปังแต่ละชนิดจัดเป็นชุดหมุนเวียนในแต่ละเดือนไม่ซ้ำกัน ทั้งนี้การเปิดรับสมาชิกในแต่ละคราวยังจำกัดจำนวน เช่น ครึ่งปีแรกของ 2007 นี้ ในเวลาเปิดรับเพียง 7 วันเท่านั้น สมาชิก 400 คนก็เต็มหมด หากอยากจะลิ้มรสขนมปังแบบพิเศษก็ต้องรอช่วงเปิดรับใหม่อีกครั้งสำหรับครึ่งปีถัดไป

- แบบสมาชิกแนะนำ สำหรับขนมปัง @japan/01 ครึ่งชิ้น (18x8.5x3cm) 3,600 เยน เต็มชิ้น 6,890 เยน
ขนมปังแบบญี่ปุ่นคล้ายขนมไข่ทีี่ใช้น้ำตาล wasanban กับถั่วพิสตาชิโอเป็นฐานรสชาติ แต่งเติมด้วยถั่วอีก
4 ชนิด ถั่วหิมพานต์ อัลมอนต์ วอลนัตและเฮเซลนัต
ซึ่งจะขายให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการแนะนำจากลูกค้าเก่าที่เคยซื้อขนมปัง recette แล้วเท่านั้น

กว่าจะได้ทานเล่นเอาเหนื่อยทั้งคนทำและคนทานทีเดียว!

*recette ก่อตั้งในปลายปี 1999โดยอดีตสาวออฟฟิศวัย 23 ปีกับความฝันว่าถ้ามีขนมปังอย่างนี้ขายก็ดีซินะ

Sunday, May 20, 2007

blossoming tea



วันนี้ไปทานติ่มซำร้านโปรดมา ทำให้นึกถึงชาจีนที่รุ่นพี่ท่านซื้อมาฝาก
เป็นชาเขียวจีนกลิ่นมะลิมัดด้วยมือ เป็นลูกกลมๆสอดไส้ด้วยดอกบานไม้รู้โรย
เมื่อก้อนชากระทบกับน้ำร้อนก็จะค่อยๆคลายใบ คลี่ออกคล้ายดอกไม้
นี่แค่แบบน้องๆ ชนิดชั้นเดียวขนาดย่อมที่ยังไม่วิจิตรพิศดารมาก แต่ก็พอสร้างความตื่นตาได้พอควร
อันที่จริงยังมีแบบใหญ่บิ๊กเบ้ง มัดเป็นรูปลักษณะต่างๆ
หรือมีดอกไม้หลายชนิดซ้อนตัวกันเป็นชั้น อย่างกับพลุดอกไม้ไฟที่ค่อยๆกระจายออกเป็นชั้นๆบนท้องฟ้า
แต่สำหรับชานี้เป็นการลอยละล่องในน้ำให้ชื่มชม ไม่หายวับในพริบตาอย่างพลุ
นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่อาศัยการคำนวณอย่างละเอียดละออ
ว่าควรจะต้องมัดคลึงใบให้ห่อหุ้มดอกไม้เช่นไรจึงจะคลี่บานออกมาอย่างสง่างาม
สร้างความเบิกบานแก่ผู้ดื่ม และไม่เพียงเป็นการแสดงที่ตื่นตา
แต่ยังโรยระรินกลิ่นหอมให้รื่นรมย์ทางนาสิกอีกด้วย
เป็นความชาญฉลาดและสุนทรียศิลป์ของชาวจีนโดยแท้

Wednesday, May 16, 2007

ติดเกาะ



ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ฝนตกแทบทุกวันอย่างนี้ ทำให้นึกถึงตอนที่เคยติดเกาะ
เคยติดเกาะมาครั้งหนึ่ง! แถมไม่ได้ติดเกาะในเมืองไทย
ดัดจริตไปติดเกาะที่ญี่ปุ่น (ไม่ได้เล่นสำนวนอะไร)
คือไปติดเกาะเล็กๆใน โอกินาวะ อีกที

ปิดเทอมหน้าร้อนปีแรกตั้งแต่เรียนภาษาอยุู่ที่โตเกียว เพื่อนๆเห็นแผ่นพับโฆษณา น้ำทะเลใสแจ๋ว ทรายขาวจั๊วะ ชวนให้หนีร้อนจากโตเกียวที่ร้อนจริงๆ ไปทะเลกันดีกว่า ขาไปนั่งเครื่องบินจัมโบ้ลำใหญ่ไปลงโอกินาวะ พักคืนหนึ่ง อิ่มหนำกับอาหารแบบพื้นเมือง แล้วรุ่งขึ้นก็ต่อเครื่องบินเล็กไปลงเกาะเจ้ากรรมอีกที โอ้โฮ...หาดทรายขาวละเอียดดั่งโฆษณา ความใสของน้ำทะเลก็ดั่งน้ำแร่เอเวียง แถมพอนั่งเรือเล็กไปกลางทะเล มีเกาะทรายจิ๋วให้ได้นั่งเล่นและเผ่นกลับยามน้ำขึ้น ก่อนที่จะดำจมหายไปและโผล่ขึ้นมาให้ไปเยือนในวันใหม่



และแล้วก็เกิดเมฆฝนก็เคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นไต้ฝุ่นพัดโหมกระหน่ำเกาะอย่างไม่ปรานี พระพิรุณพรั่งพรูไม่หยุดหย่อน ต้นไม้ริมชายหาดรอบๆโรงแรมแดนซ์กันกระจายขนาดมาดอนน่าก็ขอ bye หันมาดูข่าวทางโทรทัศน์ ก็ต้องมึนตึบ โอ้...แม่เจ้า ไต้ฝุ่นเบอร์อะไรก็จำไม่ได้กำลังวิ่งกวาดทุกสิ่งอยู่ (ที่ญี่ปุ่น ชื่อไต้ฝุ่นมักตั้งเป็นเบอร์ คิดว่าฤดูหนึ่งคงมีแยะเกินกว่าจะคิดชื่อเก๋ๆทัน เรียกเป็นเบอร์ง่ายดี) พยากรณ์และประกาศท่านว่าให้อยู่ในเคหะสถาน มองไปที่หน้าต่าง ล้วนเป็นภาพเบลอด้วยพายุ จึงนอนเฝ้าห้องกันไป โรงแรมก็ใหญ่มาก ไม่มีจะให้ไปวิ่งเล่นที่ไหน วันต่อมาเหมือนเดิม ข่าวดีกว่าคือไต้ฝุ่นเบอร์แรกอ่อนกำลังลง แต่...กลับมีไต้ฝุ่นเบอร์ใหม่วิ่งชิดมาติดๆ ดูโทรทัศน์ลุ้นกันไป อ้าว...วันพรุ่งนี้ต้องกลับกันแล้ว เครื่องบินก็มิสามารถขึ้นบินได้...จึงติดเกาะด้วยประการเช่นนี้

กิจกรรมหลักระหว่างติดเกาะคือดูโทรทัศน์ที ดูหน้าต่างที ดูโทรทัศน์ที ดูหน้าต่างที แล้วก็เลิกดู หันมานั่งสมาธิ เพื่อนก็นอนสมาธิไป ที่เด็ดสุดคือ กลับไม่ทันโรงเรียนเปิด! ต้องโทรศัพท์ไปเรียนคุณครูว่าลูกศิษย์ติดเกาะอยู่ไม่สามารถไปเรียนได้คะ เป็นความหลังฝังใจกับโอกินาวะ ทำให้นึกขำทุกทีไป

ระยะหลังนี้คนญี่ปุ่นให้ความสนใจในโอกินาวะอย่างมาก ด้วยความที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งในแง่ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี โดยเฉพาะอาหารแบบโอกินาวะ มีคุณค่าอาหารสูง เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เห็นได้ชัดจากอายุเฉลี่ยของชาวโอกินาวะที่อยู่ในระดับสูงมาก เพราะคนโอกินาวะดั้งเดิมนิยมทานผักและข้าวไม่ขัดสี

ร้านอาหารแบบโอกินาวะ จึงมีให้รับประทานอย่างแพร่หลายมากขึ้นทั่วญี่ปุ่น โดยมีเมนูฮิตอย่างผัดมะระ ที่นับเป็นอาหารจานเด่นขึ้นชื่อ ด้วยคุณสมบัติเป็นยา ทานดีมีประโยชน์ จึงฮิตกันมาก นำมาทำเป็น chips มะระอบกรอบทานเล่นก็แยะ ส่วนคอก๋วยเตี๋ยวก็ต้อง โอกินาวะโซบะ อันโซบะของโอกินาวะนี้ต่างจากทั่วไป เพราะไม่ได้ทำจากแป้งโซบะ แต่ทำจากแป้งสาลี แถมเส้นอ้วนๆคล้ายอุด้ง ส่วนซุปก็เป็นน้ำซุปแบบราเม็ง มีเครื่องโปะหน้าเป็นหมูสามชั้นชิ้นเบ้งหรือซี่โครงหมูตุ๋น (อาหารโอกินาวะมักมีหมูเป็นส่วนผสมหลัก ด้วยอิทธิพลจากจีน) ส่วนที่ออกอินเตอร์ ก็ต้องทาโก้ไรซ์ หรือข้าวหน้าเนื้อสับผัดรองด้วยผักกาดแก้วและโรยมะเขือเทศที่ด้านหน้า บางทีก็ใส่ชีสด้วย อันทาโก้ไรซ์นี้นับเป็นลูกผสมของการเอาไส้ทาโก้มาราดข้าว กำเนิดที่คอฟฟี่ช้อปหน้าฐานทัพเรืออเมริกันในยุค 1960 ซึ่งต่อมานิยมทานกันทั่วไป จนเป็นหนึ่งในเมนูอาหารวันที่โรงเรียนในโอกินาวะอีกด้วย

Friday, May 11, 2007

donut vs doughnut


หลังจากที่ผูกขาดตลาดโดนัทในญี่ปุ่นมานาน ถึงคราวที่ Mister Donut มีคู่ต่อสู้ขึ้นสังเวียนมาเปรียบมวยกันบ้าง เริ่มด้วย Doughnut Plant จากนิวยอร์ค ที่ก้าวเข้ามาแย็บอยู่หลายยก แต่ดูเหมือนจะยังไม่ใช่คู่แท้ จนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา Krispy Kreme Doughnuts เจ้าแห่งตำนานโดนัทอันเลื่องชื่อ ที่เป็นกรณีศึกษาทางการตลาดอันแสนโด่งดังของโลกเมื่อหลายปีก่อน ได้ฤกษ์ยกพลขึ้นอ่าวโตเกียว เปิดสาขาแรกในญี่ปุ่นที่ชินจุกุ สร้างคิวทิวแถวยาวเยียด (ข่าวล่าสุดจากเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากโตเกียวว่าแถวยังยาวเลื้อยอยู่ไม่หยุด) ในขณะที่ Mister Donut ต้องแสดงพลังจับจองตลาดในครอบคลุมมากขึ้น โดยเปิดร้านโดนัทใหม่ในชื่อ and on and เจาะตลาดบน มุ่งกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่เป็นหลัก ส่วนร้าน Misdo (Mister Donut) เองก็ส่ง rich donuts ที่งัดมาปะทะ Krispy Kreme โดยเฉพาะ


Mister Donut นั้นแค่คำแรกก็สามารถกระชากเปลือกตาให้เปิดโตลุกวาว ด้วยรสชาติที่แสนนุ่มละมุน ไม่แห้งผาด หวานปะแล่มกำลังดี (ขออภัย...ที่ต้องบอกว่าอร่อยกว่าบ้านเราแบบคิ้วกระโดดสูงลิ่ว) ความหลากหลายในชนิดและรสชาติก็มีให้เลือกอย่างละลานตา แถมรสและแบบใหม่ๆก็มีออกมาไม่ขาดสาย ส่วนที่มัดตาล่อใจของ Misdo มาตั้งแต่ปี 1973 ก็คือบรรดาของแถมโน่นนี้ที่ออกมาโปรยเสน่ห์เย้ายวนให้สะสม ที่สำคัญคือความไม่หยุดนิ่งในดีไซน์และชนิดของของแถมที่ล้วนปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิต/รสนิยม/ความนิยมในแต่ละยุคอยู่เสมอ ส่วนที่ประหลาดอยู่นิด ก็ที่ในร้าน Misdo ไม่ได้ขายโดนัทเพียงอย่างเดียว (แม้จะไม่ใช่ทุกสาขา) มีเมนูติ่มซำขาย ขนมจีบ ซาละเปา บะหมี่ ข้าวผัดอีกด้วย สำหรับเมนูติ่มซำนี้ เริ่มขายมาตั้งแต่ปี 1992 โน่นแน่ะ


ที่แปลกอีกอย่างคือ เมื่อพูดถึง Duskin บริษัทแม่ของ Mister Donut ในญี่ปุ่นก็อดที่จะนึกถึง "ไม้ม็อบ" ไม่ได้ ก็เพราะ Duskin เป็นบริษัทขายอุปกรณ์ทำความสะอาดสารพันชนิดตั้งแต่ประเภทใช้ในครัวเรือนจนถึงระดับมืออาชีพ เลยเป็นโดนัทที่สะอาดมาก!


หันมาที่ Krispy Kreme ก็ต้องลองลิ้มเจ้าแห่งตำนานอย่าง original glazed โดนัทเคลือบน้ำตาลแบบดั้งเดิมเป็นอย่างแรก แล้วก็ต้องตาโตลุกวาว สะดุ้งในความหวานและหวาน หวานแท้ๆ หวานเสียจริง ในขณะที่เนื้อแป้งนั้นนุ่มหนืดหยุ่นอย่างชั้นเซียน แม้แช่ในตู้เย็นก็ไม่แข็งเป็นหิน ยังคงความหยุ่นนุ่มแม้ยังไม่ได้นำไปอุ่น ก็นุ่มหนืดเหมือนเดิม เสียดายที่ยังไม่เคยชิมตอนร้อนๆ เสร็จใหม่ๆ ที่ว่ากันว่า เด็ดแท้ๆ เนื่องด้วยบรรดาศักดิ์มีรุ่นน้องเสียสละไปยืนอดและทนกับคิวยาวๆซื้อมาให้ เลยไม่ได้ทานตอนร้อนๆออกจากเตา


ระหว่างที่ต่อคิวยาวเป็นงูเลื้อยทบไปทบมาไปรู้กี่ทบนั้น Krispy Kreme มีคาถามัดใจ ด้วยการนำโดนัทร้อนๆจากเตา นุ่มละลายลิ้นมาแจกท่านๆที่ต่อคิวแบบเต็มๆไซส์คนละชิ้น ไม่ใช่แบบหั่นเป็นเสี้ยว ไม่ใช่วงเล็กๆแบบ tester แต่เป็นขนาดจริงของแท้เต็มๆ ให้ทานกันจะๆ อยากทานแบบนี้เต็มๆ ก็จงอดทนต่อไปขาแข็งต่อไปจนกว่าจะถึงคิว ซึ่งบางคนอุตส่าห์มาจากต่างจังหวัดซื้อแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางใหญ่กลับบ้านกันทีเดียว (สถิติรอนานสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา คือ 3 ชั่วโมง 50 นาที) นอกจากนี้ Krispy Kreme ยังรีบตีเหล็กยามร้อนฉ่า สรรค์สร้างเมนูพิเศษแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นตามสไตล์ฮิตของตลาดญี่ปุ่น ด้วยโดนัทและเครื่องดื่มรสพิเศษอย่าง cherry kiss รับฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนที่จะเปิดสาขาให้ได้ 30-50 สาขาภายใน 5 ปี


จบยกที่ 1 ระหว่างโดนัทกับโดนัท!

Wednesday, May 9, 2007

the laundry



หากเดินซอกแซกตามตรอกซอกซอยด้านหลังถนนใหญ่ในโตเกียว มักจะได้พบพานกับร้านค้าหรือบ้านไม้โบราณ ยืนชะแล่มแทรกอยู่ท่ามกลางตึกหรือสิ่งปลูกสร้างรูปแบบทันสมัยอยู่เสมอ

หลังนี้ก็เช่นกัน เป็นร้านซักแห้งขนาบด้วยตึกสมัยใหม่ อยู่หลัง Omotesando Hills นิดเดียว ทั้งสีไม้และรูปทรงบ่งบอกได้ถึงอายุขัย ว่าเก๋าขนาดไหน ส่วนสวนย่อมน้อยๆด้านหน้าก็บอกถึงความมีรสนิยมของเจ้าของ
ดูเท่มากๆ เห็นอะไรแบบนี้ทีไร รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูกทุกที

พูดถึงร้านซักแห้ง ทำให้นึกถึงการวิเคราะห์ของเพื่อนรักคนหนึ่งว่า ประสาทหูของคนที่ร้านซักแห้งในญี่ปุ่นนั้น ดีเลิศกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไป พอบอกชื่อแปลกๆของเราปุ๊ป (ที่จริงแสนเพราะในภาษาเรา) คุณพี่ คุณน้า คุณป้า คุณลุง ก็สามารถจดลงชื่อเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่มีการ "ฮ้า" หรือถามซ้ำสอง ไม่ว่าร้านใดที่ไปใช้บริการ

ก็ชื่อคนไทยนั้น แม้จะไพเราะ แต่ก็ทั้งยาว หรือมีสระ/พยัญชนะที่ออกเสียงยากในภาษาญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เวลาแนะนำตัวหรือบอกชื่อ เวลาติดต่อโน้นนี้ มักต้องพูดอย่างต่ำ 2 ครั้งเป็นส่วนใหญ่

Saturday, May 5, 2007

between bu and ta



หนังสือเล่มใหม่ของ Yoshihiro Koizumi ต่อเนื่องจากซีรี่ส์การ์ตูนขายดี ブッタとシッタカブッタ
ระหว่าง บุ กับ ตะ เป็นเรื่องราวธรรมดาๆ เรื่องง่ายๆในชีวิตให้ขบคิด อย่างเช่น
มีอะไรอยู่ระหว่างซ้ายกับขวา มีอะไรอยู่ระหว่างชอบกับเกลียด
แบ่งหัวข้อออกเป็นตอนๆ ตบท้่ายด้วยภาพการ์ตูนช่อง
อ่านแล้วอมยิ้ม ขำกลิ้ง กับภาพการ์ตูนหมู ที่สื่อเห็นถึงสัจธรรม หลักธรรมที่แสนเข้าใจง่าย
ทั้งหมดล้วนเป็นหลักธรรมะที่รู้ๆกันอยู่
แต่ช่างเขียนได้น่าเอ็นดู วาดนามธรรมเป็นภาพสถานการณ์ง่ายๆแบบขำๆ


หมูปอกเปลือกอีโก้


กลายเป็นหมูผอมในพริบตา


ความสุขกับความไม่สุข

ซึ่งก็คือวิธีคิด ทัศนคติ การมีสตินั่นเอง

Yoshihiro Koizumi เกิดเมื่อปี 1953 จบจาก Musashino Art University แล้วทำงานในบริษัทโฆษณา ต่อมาออกมาเป็นไดเร็กเตอร์โฆษณาอิสระ และเริ่มงานเขียนการ์ตูน ブッタとシッタカブッタ ในปี 1993 อันเป็น long seller ก่อให้เกิดการ์ตูนชุดต่อๆมา

ブとタのあいだ
小泉吉宏
isbn 978-4-8401-1807-1

Wednesday, May 2, 2007

Signage



ป้ายบอกทางในสวน shinjuku gyoen
สะดุดตา ถูกใจที่สุดในบรรดาป้าย signage เท่าที่เคยเห็นมา
กับสัญลักษณ์คุณแม่กำลังอุ้มท้องที่ดูให้อารมณ์ความรู้สึกอันแสนอ่อนโยน ไม่ไร้อารมณ์อย่างป้ายทั่วไป ส่วนสัญลักษณ์ผู้สูงอายุก็ใช่ย่อย ทำให้นึกถึงภาพคุณตาถือไม้เท้าค่อยๆเดินมาอย่างช้าๆ

แต่อีกตั้ง 270 เมตรกว่าจะถึงห้องสุขาแน่ะคะ!