Wednesday, March 28, 2007

who is who?

cappeplacoste.jpg

คราวนี้พี่เข้กระโดดตัวลอยหนีเจ้า caperino กับ peperone ซะแล้ว
เวอร์ชั่นใหม่จาก Colette

Saturday, March 24, 2007

Sweetch work shop

sugar-spoon.jpg

เวิร์คช้อปล่าสุดที่จะจัดในเดือนเมษายนนี้ของ Sweetch
เล่นสนุกกับ "น้ำตาล"
ปั้นน้ำตาล
ให้กลายเป็น ช้อน
เพื่อให้เราได้ละเลียดดื่มชา/กาแฟกับขนมอร่อย
ด้วยการคนช้อนน้ำตาลสุดหรูนี้ในน้ำชา/กาแฟร้อนๆ
แล้วน้ำตาลก็จะค่อยๆละลาย แผ่ซ่านความหวานสู่ชา/กาแฟนั้น
ช่างเป็นเวิร์คช้อปที่แสนจะสุนทรีย์จริงๆ

Sweetch เป็นสตูดิโอขนม made to order โดย Mie Kasao ที่กำลังฮอตในญี่ปุ่น
อ่านเรื่องราวของ Sweetch ได้ที่ Pingmag

Wednesday, March 21, 2007

ゼリーのイエ

zerryhouse1.jpg

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ทำให้นึกถึงอะไรเย็นๆ
จำได้ว่าตอนเด็ก เวลาหน้าร้อน แม่จะทำเจลลี่ใส่พิมพ์แช่ไว้ในตู้เย็น หอมกลิ่นผลไม้แสนชื่นใจ บางทีมีร่องรอยของคนใจร้อน ขโมยเอานิ้วแตะว่าเจลลี่แข็งได้ที่หรือยัง ทิ้งลายนิ้วมือลอยเด่น แต่ไม่ทันได้สืบความ ก็พลันหายวับหมดตู้ ลงท้องลูกๆหลานๆของแม่ไปหมด

jelly no ie หรือบ้านเจลลี่นี้ ตั้งอยู่ที่ฟุขุชิมะโน่น เริ่มทำเจลลี่ขายมาตั้งแต่ปี 1988 ถือกำเนิดมาจากความประทับใจไม่รู้ลืมของเจ้าของร้าน ในความอร่อยของเจลลี่ที่คุณแม่ทำให้ทาน ระหว่างที่เธอเข้าโรงพยาบาลตอนเด็กๆ จึงอยากจะทำร้านเจลลี่ที่สัมผัสได้ด้วยใจเหมือนกับของคุณแม่

เจลลี่หลากสีสันนี้ทำจากเจลาตินแท้ 100% ไส้เป็นมูสซ่อนอยู่ข้างใน มีรสชาติหลายหลาย จากรูปขวาบนลงมา ซากุระ, บลูฮาวาย, ส้ม, เมลอน, ชา, มิกซ์เจลลี่, นม, ทรอปิคอล, เกรปฟรุต, เลมอน, สตรอเบอรี่ และ กาแฟ นอกจากนี้ยังมีรสตามฤดูกาลอีกด้วย และแน่นอนว่าไม่สารกันบูด ส่วนสีทั้งหมดล้วนเป็นสีธรรมชาติของผลไม้ทั้งสิ้น ยกเว้นเมลอน, บลูฮาวายและสตรอเบอรี่เท่านั้นที่ใช้สีขนมช่วยแต่งเติมความสดใส

zerryhouse2.jpg

ด้วยความอร่อยที่เลื่องลือ ตอนนี้จึงไม่ได้ขายอยู่ที่หน้าบ้านเท่านั้น รับสั่งซื้อจากทั่วประเทศ จัดส่งให้ถึงบ้านอีกด้วย (ระบบขนส่งในญี่ปุ่นนั้นรวดเร็ว ตรงเวลา เอื้อต่อธุรกิจขายตรงอย่างมาก เรื่องข้อจำกัดเกี่ยวกับความเย็นก็ไม่ต้องห่วง มีการแพ็คอย่างดี)

วุ้นกะทิบ้านเราก็น่าจะทำเก๋ๆได้เหมือนกัน

Saturday, March 17, 2007

Mottainai Baasan

mottainai.jpg

Mottainai หมายความว่าอะไรครับ?
เอ...
จะอธิบายว่ายังไงดีหนอ
ไม่มีคำแปลภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงเหมือนกัน
จากคำถามของลูกในวันหนึ่งนี้เอง Mariko Shinju ผู้แต่งจึงคิดว่าเธอต้องทำอะไรสักอย่าง อันเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือภาพ Mottainai Baasan หรือ คุณยายขี้เสียดาย เล่มนี้

ท่ามกลางชีวิตความเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เด็กๆยากที่จะเข้าใจในความหมายของคำว่า mottainai (ภาษาไทยก็ประมาณว่า "น่าเสียดาย") ได้ เธอจึงคิดวิธีทำอย่างไรที่ให้เด็กๆทั้งสนุกที่จะเรียนรู้ พร้อมๆกับเห็นภาพที่ชัดเจนในความหมาย เพื่อที่ได้มีหัวใจแห่ง mottainai รู้จักขอบคุณในธรรมชาติ แก่ผู้ให้ แก่สิ่งของนั้นๆ และรู้สึกว่า "ความน่าเสียดาย" เป็นเรื่องสนุก พร้อมๆกับพัฒนาความคิด ให้เล่นสนุกอย่างสร้างสรรค์

เศษอาหารเหลืออยู่บนจาน
เม็ดข้าวติดกระจายอยู่ทั่วชาม
คุณยายก็จะเข้ามาเอ็ดว่า "น่าเสียดาย!"
"กับข้าวเหลือเยอะแยะ น่าเสียดาย! ให้ยายกินได้ไหม"

ซู่ ซู่
ก๊อกน้ำเปิดทิ้งไหลซู่
คุณยายก็จะเข้ามาบ่นว่า "น่าเสียดาย!"
"น้ำแก้วเดียวก็พอแล้ว! อย่าเปิดน้ำไหลทิ้งเสียเปล่าอย่างนี้ น่าเสียดาย!"

พอเห็นดินสอแท่งสั้นๆ ทิ้งอยู่เกลื่อน
คุณยายก็จะเข้ามาพึมพำว่า "น่าเสียดาย!"
สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวแก่ สีฟ้า สีม่วง
"7 แท่งมามัดรวมกันเป็นอะไร"
"ดินสอสีรุ้งครับ"

"น่าเสียดาย!"
"น่าเสียดาย!"
แน่ใจหรือเปล่าว่าวันนี้คุณไม่ได้ทำอะไรทิ้งขว้าง น่าเสียดาย

*Mottainai Baasan มีฉบับภาษาอังกฤษด้วย ในชื่อว่า Mottainai Grandma

Wednesday, March 14, 2007

MOS burger again


ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เสียที หลังจากที่เดินผ่านไปผ่านมาเป็นเดือนๆ ก็ไม่มีวี่แววความคืบหน้า coming soon มาหลายเดือนตั้งแต่ปลายปีที่แล้วโน่น และแล้วศุกร์ที่ 30 มีนาคม เวลา 11.00 น. ก็เป็นฤกษ์ดีที่ MOS burger จะได้เปิดร้านที่เซ็นทรัล เวิล์ด ชั้น 3 (ญี่ปุ่นก็มีฤกษ์ยามเช่นกัน)

ตอนแรกคิดว่าคงเป็นซูเปอร์ 大安 (taian วันฤกษ์ดีของญี่ปุ่น โดยเฉพาะงานแต่งงาน มักเลือกวัน taian ในขณะที่ 仏滅 butsumetsu เป็นวันที่ทุกคนหลีกเลี่ยง บางสถานที่จัดงานแต่งงาน ถึงกับลดราคาพิเศษ ดึงดูดคู่บ่าวสาวที่ไม่ถือโชคลาง) เพราะ Tokyo Midtown ที่ roppongi ก็จะเปิดวันนี้เช่นกัน แต่ไม่ใช่เป็น 先勝 (sensho หรืออ่านว่า senkachi หรือ sagikachi ก็ได้) ต่างหาก ถ้าแปลตรงตัวก็หมายความว่า ชนะแต่ต้น
แต่วัน sensho นี้จะดีเฉพาะช่วงเช้า ช่วงบ่ายว่ากันว่าโชคไม่ดี ฉะนั้นจะทำอะไรต้องให้เสร็จสิ้นก่อนบ่าย

六曜 (rokuyo) เป็นปฎิทินดูฤกษ์ยามตามความเชื่อของญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีนในราวศตวรรษที่ 14 โน่น แต่มานิยมแพร่หลายในศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่แบบตะวันตก ความเชื่องมงายจึงเป็นสิ่งต้องห้าม ถึงขนาดมีการผ่านกฏหมายควบคุม แต่ไม่ครอบคลุมถึง rokuyo ทำให้คนหันมานิยม rokuyo กันมากขึ้น (สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจนี่เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้จริงๆ)

Monday, March 12, 2007

Tadahiro Uesugi

uesugi22.jpg

Tadahiro Uesugi เป็นศิลปินคนโปรด ชื่นชมและติดตามผลงานของเขามาเกือบ 10 ปีได้ ชอบความมีสไตล์ เปี่ยมด้วยรสนิยม (ไม่ต้องพูดถึงเทคนิค ฝีมือ photoshop นั้น......)

ชอบ"มุมภาพ"
uesugi1.jpg

ชอบ "แสง"
uesugi3.jpg
ภาพของ Uesugi นั้นดูอบอุ่น ให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศในห้วงจังหวะของภาพได้อย่างน่าทึ่ง รู้สึกได้ถึงไออุ่นแห่งแสง หรือแม้กระทั่งสายลมที่พัดผ่านในภาพ

เมื่อ pilarcat's ได้โยนเรื่องต่อให้เล่าถึงตอนไปดูงานแสดงของคุณ Uesugi ทำให้ต้องไปค้นหาวันที่เพราะรู้สึกว่าเป็นเมื่อไม่นานมานี้แต่จำวันที่แน่ๆไม่ได้ เมื่อเจอโปสการ์ดงาน ว่าเป็นช่วง 8-20 มีนาคม 2005 นั่นเอง จำได้ว่าตอนนั้นดีใจสุดๆ ที่รู้ข่าวว่าเขาจะมีงานแสดงเดี่ยวที่โตเกียว และเป็นช่วงที่จะไปที่นั่นพอดี จึงมุ่งมั่นว่าต้องไปดูให้ได้ โดยเมล์ไปขอให้กรุณาช่วยเก็บโปสการ์ดไว้ให้ด้วย เพราะคุณ Uesugi บอกไว้ให้เว็บไซต์ว่าใครอยากได้ให้เมล์ที่อยู่ไป พอลงเครื่องก็รีบพุ่งไปทันที เพราะเป็นวันเกือบสุดท้ายของงานแล้ว

เมื่อไปถึงก็ได้มีโอกาสพบ พูดคุยกับคุณ Uesugi ด้วย ช่างมีบุคลิกที่อบอุ่นนุ่มนวลเหมือนกับผลงานอย่างไรอย่างนั้น และแสนใจดีอธิบายภาพพร้อมเบื้องหลังการวาดให้ฟังอีกด้วย เช่น แบ็ดกราวน์ทิวทัศน์ที่เขาเก็บภาพมาจากการท่องยุโรป หรือบางภาพเป็นการลงสีทับเพราะไม่ชอบแสงสีเดิม กลายเป็นอีกภาพอีกอารมณ์จากกลางวันเป็นยามค่ำคืน กลายเป็นภาพที่มีแสงโฟกัสที่สวยมากเชียว

งานแสดงครั้งนั้นเป็นช่วงครบรอบ 10 ปีของงานอาชีพพอดี โดยที่เขาเองก็ให้คอนเม้นต์งานตนเองไว้ว่า เขาเพิ่งค้นพบว่างานแต่ละชิ้นของ มีความต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว โดยที่มักมีบางส่วน บางองค์ประกอบของงานก่อนซ่อนอยู่ในงานต่อไปเสมอ ทำให้ดูงานแสดงนั้นสนุกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเขาก็ได้บอกไว้ว่าด้วยว่าจากนี้ไป เขาอยากก้าวไปข้างหน้า หาสิ่งใหม่ เสนอสิ่งที่แตกต่าง

เมื่อมาดูผลงานใหม่ๆ ช่วงหลังจากนั้น ดูคุณ Uesugi จะยิ่งสนุกขึ้นกับรายละเอียดของแสงและมุมของภาพ โดยเฉพาะแสงดูโดดเด่นมากขึ้นมาก

ยิ่งทำให้อยากติดตามงานชิ้นต่อๆไปเรื่อยๆ

Tadahiro Uesugi เกิดเมื่อปี 1966 จบจากโรงเรียนแฟชั่น Setsu Mode Seminar มีผลงานมากมายทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ตั้งแต่นิตยสาร, ปกหนังสือ, โฆษณา, ปกซีดีเพลง, โปสเตอร์ภาพยนตร์ เป็นต้น

Saturday, March 10, 2007

Moleskine city notebook

moleskine-travel.jpg

เวอร์ชั่นใหม่ของ Moleskine
มีแผนที่ของเมืองทั้งภาพรวมและแยกเฉพาะโซน รวมทั้งแผนที่รถไฟฟ้า/รถใต้ดิน
หน้าแผนที่แยกโซนจะมีมากถึง 36 หน้า ตั้งแต่สเกล 1:5,000 ถึง 1:17,000 ทีเดียว
แถมยังมีดัชนีชื่อถนนเรียงตามตัวอักษรให้ค้นหาง่าย
ส่วนหน้าเปล่าๆก็มีถึง 76 หน้าให้บันทึกความคิด เรื่องราว ความประทับใจได้อย่างจุใจ
อีกทั้งหน้าแถบแยก 12 แถบ ที่ครึ่งหนึ่งสามารถตั้งชื่อเองได้ด้วยป้ายแนบมา
และยังมี 32 หน้าเปล่าที่ฉีกออกได้ สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อความ
ที่สำคัญ และชอบมากๆ ตรงที่มีหน้ากระดาษไขแบบ post it ที่สามารถติดทับบนหน้าแผนที่ ให้เขียนวางเส้นทางที่เราจะไป, มาร์คสถานที่หรือจดโน้ตต่างๆได้
กำหนดวางขายในปี 2007 นี้

ชุดแรกเป็น 12 เมืองหลักๆในยุโรป เช่น Amsterdam, Lisbon, Paris, Barcelona, London, Praque, Berlin, Madrid, Rome, Dublin, Milan และ Wien โดยชุดต่อมาจะเป็นเมืองในอเมริกา อย่าง Boston, Los Angeles, Montreal, Chicago, Seattle, New York, San Francisco และ Washington ส่วนเมืองในเอเชีย คาดว่าจะออกขายปีหน้า มี Peking, Seoul, Hong Kong, Shanghai, Tokyo, Kyoto และ Singapore (ไม่มี Bangkok สงสัยจะงงกับแผนที่กรุงเทพฯ ทำออกมาไม่ถูก)

Moleskine ตำนานแห่งสมุดโน้ตที่ศิลปินและนักคิดนักเขียนของโลก ต่างใช้คู่กายมากว่า 2 ศตวรรษ ตั้งแต่ Van Gogh ถึง Picasso หรือ Ernest Hemingway ถึง Bruce Chatwin ดั้งเดิมนั้นผลิตโดยเจ้าเย็บเล่มเล็กๆในฝรั่งเศสที่ส่งให้ร้านขายเครื่องเขียนในปารีส ครั้นในช่วงปลายศวรรษที่ 20 สมุดโน้ต Moleskine ก็ไม่มีขายอีกต่อไป ด้วยในปี 1986 ผู้ผลิต Moleskine เจ้าสุดท้ายอันเป็นธุรกิจครอบครัว ได้ปิดฉากลง

มีเรื่องเล่าว่าพอเจ้าของร้านขายเครื่องเขียน ที่ถนน Rue de l'Ancienne ได้บอกกับ Bruce Chatwin ว่า ไม่มี Moleskine อีกแล้ว เขาจึงกว้านซื้อ Moleskine ทั้งหมดเท่าที่เขาจะหาได้จากทุกที่ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี...

ปี 1998 สำนักพิมพ์เล็กๆแห่งหนึ่งของมิลานได้นำ Moleskine กลับมาอีกครั้ง สนุดโน้ตปกดำเล่มกระทัดรัดนี้จึงได้สืบผ่านความคิด จินตนาการของผู้คน ทำให้การเดินทางผจญภัยของ Moleskine ยังไม่จบ...ยังคงดำเนินต่อไป

Wednesday, March 7, 2007

factory visit

spining.jpg

เมื่อวานนี้ไปท่องเที่ยว 4 โรงงาน 2 จังหวัด ภายใน 1 วัน ด้วยภารกิจที่ปรึกษาและดีไซน์เนอร์ นั่งรถปุเลงๆ พร้อมบางช่วงมี special effect ระบบสั่นเหมือนตอนที่เสี่ยตามไปทวงหนี้ไอ้ฤทธิ์ที่บ้าน เมื่อทีมงานจากลิปส์พร้อมก็ปฏิบัติงานลุย เริ่มต้นที่โรงปั่นด้าย โดยเก็บข้อมูล/ภาพ นับตั้งแต่ใยฝ้าย จนกลายเป็นเส้นด้าย ส่วนตัวบางช่วงตาลาย เห็นใยฝ้ายเป็นเส้นอุด้งซะนี่ แถมบางตอนของขบวนการก็เหมือนสายไหม อยากได้โรตีสักแผ่นมาม้วนทานจัง

ว่าแล้วก็ท่อมเดินต่อไปโรงทอผ้า ที่รับรองว่าไอ้แมงมุมก็คงต้องอยากขอฝึกวิชาด้วย ก็ช่วงที่สืบเส้นด้าย ตั้งด้ายยืน เส้นด้ายมากมายเป็นเรียงแผงเป็นผนังใหญ่ ต่างพุ่งเส้นสืบเรียงยืนแถวละเอียดยิบ พร้อมๆกับค่อยๆม้วนตัวกลายเป็นม้วนขนาดยักษ์ รอเจ้าด้ายพุ่งที่พุ่งตัวเข้าเส้นชัย 100 เมตร หรือกว่าแล้วประเภทที่ชิงชัย (ตามแต่ลูกค้าสั่ง) ด้วยแรงอัดลม เร็วชนิดมองไม่ทัน เมื่อทอเสร็จ ผ้าทุกม้วนต้องเปลือยเปล่าผ่านการเอ็กซเรย์ด้วยสายตาซูเปอร์วูแมนในทุกๆม้วน (ไม่มีการสุ่ม สแกนกันทุกตารางนิ้ว) แล้วจึงจะปล่อยตัวส่งต่อไป

weavedye.jpg

กลับมาขึ้นรถปุเลงต่อ จากปทุมไปกาญจนบุรี แต่ตอนนี้ก็เริ่มวิงเวียนด้วยความหิว ตาลายไปหลายรอบในที่สุดก็ถึงที่หมาย ร้าน"มธุรส"เมื่อประมาณบ่ายสอง หมี่กรอบอร่อยเหลือใจ (เหมือนกับที่ทานตอนเด็กๆเลย)

พอพุงกางก็พุ่งต่อไปยังจุดหมายของจริงที่โรงย้อม แม้จะเพิ่งอิ่มแต่ม้วนผ้าที่อุ้มชุ่มด้วยเอนไซม์ ช่างเหมือน เครปบางๆพันชั้น ฉ่ำด้วยคาราเมลหยดติ๋งๆ ส่วนเปลวไฟลุกโชนในขบวนการเผาขน (ไม่ใช่การยิงปืน แต่เป็นขบวนการช่วยให้ผ้าซึมซับสีย้อมได้ดี) ก็ดูเหมือนเตาอบขนมปังเลย ต่อด้วยโรงตัดเย็บ ที่มีเจ้าเครื่องจักรอันชาญฉลาด ทั้งตัด เย็บ ตลบ กลับ พับ เรียงไหลด้วยความฉับไว ให้ทึ่งพี่คนคิดค้นกลไกเครื่องเสียจริง สมองคนเรานั้นน่าทึ่งที่สุด (สมัยก่อนตอนไปครั้งแรก โรงตัดเย็บยังไม่เสร็จ เครื่องจักรยังไม่ลง)

การท่องโรงงานคราวนี้ ทำให้รู้สึกว่า เรื่อง/สถานที่เดียวกัน ต่างที่เวลา/ประสบการณ์ ก็ทำให้เรามองเรื่องนั้น สิ่งนั้นในมุม/มิติที่ต่างไปกว่าเดิม

*ภาพที่เก็บมาเป็นการเก็บตกส่วนตัว ส่วนของจริงดูได้จากลิปส์ปลายเดือนนี้

Sunday, March 4, 2007

Colette 10th anniversary

c-lacoste-polo.jpg

Caperino & Peperone คาแร็คเตอร์สุดน่ารักของ Colette ร่วมฉลอง 10 ปีของร้านในหลากรูปแบบ แน่นอนว่าล้วนเป็น collaboration กับสุดยอดแบรนด์ทั้งหลาย ในจำนวนจำกัดแท้ๆ

แสนถูกใจอมยิ้มกับเสื้อโปโลที่ collaborate กับ Lacoste เป็นเจ้าสองตัวตกใจกลัวพี่เข้ นอกจากนี้มีเก๋ๆอีกมากมาย เช่น Repetto สุดยอดยี่ห้อรองเท้าบัลเล่ต์ของฝรั่งเศส, Cartier, Goyard,เก้าอี้ของ Charles&Ray Eames, Be@rbrick ที่เล่นขนาด 1000% ทีเดียวเชียว (มีแค่ 100 ตัว!) หรือแม้กระทั่ง Macaroons ของ Pierre Herme ที่เป็นซูเปอร์เซียนแห่ง Macaroons แสนอร่อย Colette ก็ยัง collaborate ได้ สมกับกับเป็น Colette จริงๆ

colette10th-anni.jpg

Colette ร้านสุดยอดความเก๋ ในรูปแบบ select shop หรือที่บ้านเราเรียก multi brands store เปิดประตูความเก๋เมือปี 1997 ด้วยคอนเซ็ปต์ styledesignartfood ภายใน 3 ชั้นมีทั้งการพบกันระหว่างเทคโนโลยี่กับแฟชั่น,ศิลปะผสานกับ street wear, หนังสือทีมคู่กับดนตรี, ความงามกับ design objects, อาหารอร่อยกับwater bar

จุดเด่นของ Colette นั้นอยู่ที่รสนิยมการเลือกของผสมกับการปรุงแต่งรสในการนำเสนอ ที่หลายคนหลายที่พยายามเลียนแบบ แต่ส่วนใหญ่ทำได้ไม่ "ถึง" ด้วยความที่ลอกเลียนแต่รูปแบบ แต่เข้าไม่ถึงใจถึงแก่น และเรื่องของรสนิยมก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวจริงๆ

Colette จึงเป็นที่เหล่าคนในวงการแฟชั่นต่างชอบแวะเวียนไป ดังนั้นถ้าจะเช็คระดับอุณหภูมิความเก๋ของแฟชั่นว่าเป็นเช่นไร ก็ต้องไปที่ Colette ที่ Saint Honore ในปารีสแห่งนี้

Saturday, March 3, 2007

spinach lover wallpaper

cwc-spinach-mar07.jpg

โดนคุณน้อง พจน์จี้ แปะ wallpaper tag ทั้งๆที่เพิ่งโดน desktop tag ไปเองเลย
- MAC OS X 1280x854
- วาดเองเล่นๆ ด้วย illustrator ประมาณมีนา-เมษาปีที่แล้ว เป็นหนึ่งใน series ที่ให้ชื่อว่า spinach lover นอกจาก spinach drink อันนี้ ยังมี wanted spinach lover, spinach lover news, spinach cracker และ spinach soap สังเกตุว่าทานผักโขมมากจนตาสีเขียว เสื้อโปโลได้ inspire จาก gucci s/s 2006 แต่เติมหัวกระโหลกแลบลิ้นลงไป มีเครื่องประดับเป็นโซ่มุกแท้ห้อยที่เอว ส่วนรองเท้าเป็น vintage nike สุดโปรด
- เลือกมาใช้แทน illustration อันเก่าที่เป็น series ยุค 1960s (วาดเองอีกเช่นกัน) เพราะเกี่ยวกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (ในจินตนาการ) ช่วยเตือนตนเองให้รักษาสุขภาพ ทานของที่มีประโยชน์
- ขอไม่แปะต่อ ให้กรรมเวรสิ้นสุดเพียงนี้เทอญ