Friday, December 28, 2007

BODW forum'07 II


จาก roof house ทำให้คุณครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลฟูจิมาหา Takaharu & Yui Tezuka
กับเงื่อนไขลูกโซ่ว่าอยากได้โรงเรียนอนุบาลที่มีหลังคาอย่าง roof house
แต่สำหรับเด็ก 500 คน! อะโย่! พี่ Tezuka มึนตึ้บ
เอาหลังคาขนาดเด็ก 500 คนวิ่งและกลิ้งกันเลยนี่นะ ไม่ไหวหรอกครับ
แต่ครูใหญ่ท่าน สุดหนักแน่น ยืนยันว่าต้องเป็นแบบ roof house เท่านั้น


fuji-kindergarten.jpg


คุณ Tezuka ทั้งสองนั้น จึงเก็บความรู้สึกอบอุ่นของตึกโรงเรียนเก่าไว้
พร้อมผสานกลมกลืนกับธรรมชาติตามแนวถนัด
สร้างเป็นตึกวงแหวนขนาดใหญ่ โดยเว้นช่องให้ต้นไม้ใหญ่ของโรงเรียนคงยืนคู่สร้างความรื่นรมย์
ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ แถมเป็นโจทย์ปัญหา ต้องปูตาข่ายกันเด็กตกลงมา
แต่เจ้าช่องตาข่ายนี้ก็กลายเป็นของโปรดของเด็กๆให้ไปรุมเล่นสุดมันส์


fuji09.jpg


ที่สนุกอีกอย่างคือ ไม้กระดานเลื่อนกลางโรงเรียน ใช้ลงจากหลังคา (ว้าว)
โดยมีเนินดินรองรับ ให้สัมผัสธรรมชาติแท้ๆ
เจ้ากองดินนี่ก็สร้างปัญหาไม่น้อย เพราะเด็กๆจับได้ว่าดินตรงนี้ มันแสนนุ่มกว่าตรงอื่นๆ
จึงควักเอาไปเล่นหายหมด เลยต้องคอยเอาดินมาเทเติม
(ลานตรงกลางของโรงเรียนนั้นเป็นดิน มิได้ปูอิฐเทคอนกรีตใดๆ)


fuji03.jpg


จุดประสงค์คือให้สิ่งต่างๆในโรงเรียนนี้ เป็นแบบ manual ไม่ใช่ไฮเทค
พยายามให้เด็กได้เติบโตกับธรรมชาติ
โรงเรียนจึงเป็นแบบเปิดโล่ง รับลมธรรมชาติ ไม่กั้นผนัง ไม่มีประตู
ในแง่ของเสียงรบกวน กลายเป็นว่าเด็กๆคุ้นเคยกับความวุ่นวาย แถมมีสื่ิอๆต่างๆมาถ่ายทำบ่อยมาก
เด็กๆของที่นี่ กลับมีสมาธิที่ดี ไม่ว่อกแว่ก ไม่หันไปมองกล้องโทรทัศน์
แต่มีสายตา สมาธิจับจ้องที่การเรียน ที่คุณครู


fuji05.jpg


แน่นอนว่าโรงเรียนนี้ก็มี sky light เช่นเดียวกับ roof house
ที่จริงทั้ง roof house และ Fuji kindergarten นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
ของงานน่าทึ่งซึ่งมีอยู่อีกมากมายของสองสามีภรรยาคู่นี้


fuji13.jpg


ส่วนโรงเรียนอนุบาลฟูจิแห่งนี้ ยังมีความน่าสนใจอีกมาก
โดยเฉพาะระบบการเรียนการสอนแบบ montessori
และว่ากันว่ามีพ่อแม่ยื่นรายชื่อเด็กๆเข้าคิวรอยาวเหยียด เพื่อที่จะเข้าเรียนที่นี่
ส่วนกราฟฟิกของโรงเรียนก็ยังเป็นฝีมือคุณ Kashiwa Sato อีกด้วย


fuji08.jpg

Tuesday, December 25, 2007

BODW forum'07


จุดมุ่งหมายหลักที่โดนการกินเบียดแทบจะเป็นภารกิจรอง ก็คือ BODW forum
BODW (Business Of Design Week) จัดโดย Hong Kong Design Centre
ปีนี้มี speaker รับเชิญดังๆมากมาย อาทิ สถาปนิกดังอย่าง Zaha Hadid,
ดีไซน์เนอร์ดาวเด่น อย่าง Tom Dixon, Marc Newson
แล้วยังมีชั้นครูจากอิตาลี Mario Bellini, Michele de Lucchi และอีกมาก


ที่สนใจมุ่งจะไปฟังคือ Takaharu & Yui Tezuka เจ้าของผลงาน Fuji Kindergarten
แถม speaker คนแรกของวันนั้น ก็ยังเป็น Tom Dixon อีกด้วย
สำหรับ Tom Dixon หลายคนคงเคยฟังคุณพี่พูดมาแล้ว
งานนี้เริ่มจากปูพื้นแบคกราวนด์ส่วนตัวที่นำพาสู่ความคิดและวิธีการทำงานในต่อมา
ที่สำคัญคือเทคนิคการทำธุรกิจกับงานดีไซน์ การลดต้นทุน ประหยัดสต็อค เลี่ยงเงินจม
เพิ่มคุณค่า เทคนิคการตลาด รวมทั้งวิธีการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ ครบขบวนการสมชื่องาน
(ระหว่างพูด บางจังหวะมีแอบกัด Marc Newson ที่มางานนี้เช่นกัน แต่พูดไปวันก่อนหน้า)


tezuka.jpg
ต่อด้วยสองสามีภรรยาชาวญี่ปุ่นTakaharu & Yui Tezuka ก้าวขึ้นเวทีเปลี่ยนบรรยากาศให้ครึกครื้น
ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยการเปิดประเด็นเอกลักษณ์ของสองคนว่า
ไปที่ไหนก็จะจำเขาสองคนได้ง่ายจากสีประจำตัว
ตัวคุณสามี Takaharu Tezuka เป็นสีฟ้าน้ำเงิน คุณภรรยา Yui Tezuka เป็นสีแดง
พลางโชว์เสื้อเชิ้ตที่ใส่มาพร้อมถุงเท้าสีเดียวกับเสื้อของทั้งสองคน
แถมเสริมด้วยว่าลูกสาวแก มีสีประจำเป็นสีเหลือง โดยกะว่าถ้ามีลูกชายจะให้เป็นสีเขียว
เป็นครอบครัวแม่สี
ทลายกำแพงน้ำแข็งได้ผล ทั้งฮอลล์รู้สึกคุ้นเคยกับแกกันมาทันใด
อ้อ...คุณพี่ท่านเปรี้ยวสปีกกิ้งอิงลิชซะด้วย
ว่าแล้วก็เข้าเรื่อง โชว์ผลงาน roof house อันเป็นต้นกำเนิดต่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลฟูจิในต่อมา
โดยยกหน้าที่ให้ภรรยาเป็นผู้อธิบาย ส่วนพี่สีฟ้าน้ำเงินคอยเดินวนกำกับเสริมทัพอยู่ใกล้ๆ


roof1.jpg
roof house เป็นบ้านพักอาศัยที่มีโจทย์ให้สถาปิกทั้งสองเพียงข้อเดียว
คือ ทั้งครอบครัวชอบรับประทานอาหารกลางวันบนหลังคา!
(ช่วงนี้มีรูปลูกๆของเจ้าบ้านนั่งอยู่บนหลังคากระเบื้อง โชว์ประกอบ)
สองสามีภรรยาทราบแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก
จึงออกแบบบ้านนี้เป็นบ้านชั้นเดียว โดยมีหลังคาผืนใหญ่เสมือนชั้น 2 ของบ้าน
เป็นหลังคาไม้ ในลักษณะเอียงสโลปลงมาด้านเดียว
เนื่องจากพื้นสโลปนั้น สร้างความผ่อนคลาย เหมาะต่อการพักผ่อน
ทั้งนี้พื้นสโลปยังบังคับให้คนต้องหันหน้าไปในทางเดียวกัน ไม่สามารถจ้องเผชิญหน้าตรงข้ามได้
ซึ่งเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล


roof003.jpg
แล้วที่หลังคานั้น ยังมีการเจาะช่องเป็น sky light ตรงลงให้แต่ละห้องที่ชั้นล่าง
ทำให้ทุกคนในบ้านจะมีช่อง sky light ของตนเอง (เจ๋งไหมล่ะ)
แน่นอนว่าห้องน้ำก็มี sky light นอนแช่ในอ่างชมดาวได้เลย
ส่วนที่ตรงหลังคา มีการทำผนังเตี้ยๆ กั้นเขตพอสร้างความเป็นส่วนตัว
(เพราะชั้นสองของบ้านใกล้ๆ จะเห็นหมดว่าทำอะไรกันอยู่บนนี้)
หน้าหนาวก็ไม่ต้องกลัวมีเตาผิงสร้างความอบอุ่น หน้าร้อนก็มีฝักบัวให้คลายร้อน


แล้วคุณเจ้าของบ้านบอกอยากทำบาร์บิคิวบนหลังคา ให้คุณ Tezuka ตาเหลือก ขอว่าไม่ไหว
เดี๋ยวไฟไหม้วอดกันพอดี รบกวนปิ้งที่สวนน้อยชั้นล่างแล้วกัน
ครั้นปิ้งเสร็จจะโยนขึ้นไปทานบนหลังคายังไง คุณพี่ Tezuka จึงกดความสูงของหลังคาที่สโลปให้ไม่สูงนัก
ส่งลำเลียงได้ง่ายๆ รวมทั้งเวลาสั่งพิซซ่ามาส่ง ก็ส่งกันแบบนี้
(เลยมีน้องส่งพิซซ่าเวียนหน้าก็มาไม่ซ้ำ ด้วยอยากมา ยลบ้านสนุกๆแห่งนี้)


roof006.jpg
สำหรับห้องที่ชั้นล่างเป็นแแบบเปิดโล่งกับเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น
เพราะเจ้าของบ้านหมดสตางค์กับหลังคาหมด
(คุณพี่ Tezuka บอกว่าเป็นงานที่มีงบประมาณน้อยที่สุดเท่าที่ทำมา)
สำหรับประตูห้องทั้งหมดก็เป็นแบบเลื่อนเพื่อประหยัดพื้นที่
ไฟที่ใช้ในห้องด้านล่างก็เป็นแบบหลอดไฟแบบเปลือยทั้งหมด
แต่ก่อนไม่มีใครเดินผ่านแถวบ้านนี้เลย พอบ้านนี้สร้างใหม่เสร็จทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น
มีคนเดินผ่านไปมา เพื่อนบ้านมาทักทายกันตลอด


Tezuka ทั้งสองสร้างบ้านตอบโจทย์เจ้าของ แถมด้วยธรรมชาติ
ทั้งในแง่ประหยัดพลังงานและความงามแก่ผู้อาศัยได้เสพและสัมผัสกันอย่างเต็มๆ


ลีลาการเล่าของทั้งสองนั้น มีมุข ตบจังหวะให้ขำกลิ้งตลอด สร้างความสนุกสนานอย่างมาก
แล้ว roof house นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดต่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลฟูจิสุดแสนฮอต

Friday, December 21, 2007

จานเด็ดในวัยเด็ก



白灼蝦 กุ้งลวกเป็นเมนูขวัญใจในวัยเด็ก สร้างความเพลิดเพลินเป็นที่สุด ทุกครั้งที่ไปฮ่องกง
ชื่อเมนู แถมรูปลักษณ์ อาจดูธรรมดา ธรรมดา
แค่ความเรียบง่ายแสนธรรมดา คือ สุดยอดแห่งรสชาติความอร่อย
ความหวานของเนื้อกุ้งสุดแสนสด พุ่งระเบิดออกกระจายดั่งพลุ
วิ่งไปกระแทกปุ่มรับรสให้ทำงานระยิบระยับไปทั่วทั้งปาก

ที่จริงเป็นบาปกรรมของแท้ เพราะเหล่าน้องกุ้งนี้ เป็นกุ้งสดว่ายน้ำตัวเป็นๆ
ไม่ใช่กุ้งแช่แข็ง ทุกตัวยังไม่ได้มรณะ มามรณะตอนเราสั่งนี่แหละ
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กุ้งสุดแสนหวาน ดึ่งดั๋ง ประทับจิตประทับใจ

พอจานร่อนลงจอดบนโต๊ะปั๊ป มือเคลื่อนรีบไปคว้าหมับ จับมาแกะเปลือกอันสุดบาง
แตะแต้มซีอิ๊วเพียงนิด พอชูรสแหลม แล้วโยนเข้าปาก
dvd ความทรงจำในอดีตวิ่งซ้อนทับ ประสานความรู้สึก ณ.ปัจจุบัน ดั่งเฟรมต่อเฟรมเดียวกัน
รสหวานจากความสด กับเนื้อสัมผัสจากความเต่งตึง เป็นความเป๊าะเอ๊าะ ดึ่งดั๋งในทุกคำ
นึกถึงแม่สุดๆ ในใจก็นึกแต่ว่าทานเผื่อแม่
มือก็ขยับจับตัวต่อไป ทานเผื่อแม่ ทานเผื่อแม่ (ก็แม่สั่งมาว่าทานเผื่อด้วย)
สองพี่น้องได้แต่ตาถลนกับความอร่อย พลางตาลีตาเหลือก จ้ำสปีดกันไม่หยุด
ระหว่างนั้นเอง หอยเชลล์ราดเต้าซี่ก็ลอยมาอีกจาน!

Tuesday, December 18, 2007

dim sum



อาทิตย์ที่แล้ว แม้จะเดือนธันวา ฮ่องกงก็ร้อนใช้ได้
เลยเดินเหงื่อตก ไปทานติ่มซำ
เดี๋ยวนี้ติ่มซำ มีให้เลือกหลากหลาย ลูกเล่นก็แพรวพราว
ออกแนวฟิวชั่นก็แยะ หน้าตารูปร่างน่ารักน่าเอ็นดูเป็นสัตว์ตัวน้อยก็เยอะ
แต่ทริปนี้ขอเน้นในรสชาติมากกว่ารูปลักษณ์

ว่าแล้วฮะเก๋าก็ลอยละล่องลงโต๊ะประเดิมก่อนใคร
ที่จริงไม่ค่อยนิยมฮะเก๋าเท่าไรนัก เพราะหาอร่อยยาก
แต่คราวนี้ต้องตาโตกับเนื้อแป้งที่สุดเนียน นุ่ม แสนละมุน ห่อหุ้มกุ้งสดๆมาถึง 2 ตัวเบ้ง
แซมด้วยหน่อไม้ลูกเต๋าน้อยพอเป็นเพอร์คัดชั่น เสริมจังหวะเคาะคู่ความกรอบของตัวกุ้ง
โค้งคำนับให้คะแนนตรงตัวแป้ง ที่แม้จะวนตะเกียบไปลิ้มชิมติ่มซำต่างชนิดที่เข่งโน้นเข่งนี้
ทิ้งช่วงห่างเวลาไปนาน วกกลับมา น้องแป้งก็ยังนุ่มชุ่มละมุนอยู่ไม่เปลี่ยน
มิได้แปรสภาพเป็นกระดาษแก้ว แข็งทื่อ รสเป็นพลาสติกอย่างทั่วไป



ลิ้มฮะเก๋าแล้ว ใยจะขาดขนมจีบไปได้
หน้าตา แม้จะดูธรรมดา ไม่สวยเก๋ เริ่ดเลอ
แต่ทองนพคุณในคุณภาพและรสชาติ ให้อุทานกับmaewpilarว่า
ไม่ได้ทานขนมจีบอร่อยๆอย่างนี้มานานนัก
ไส้ขนมจีบเป็นหมูสับและกุ้งสะบัดจังหวะแทงโก้ มากันแบบแนบชิดสนิทสุดเซ็กซ์ซี่
แต่ยังคงวาดลีลาโดดเด่นเฉพาะตัว
สร้างหนึ่งรสชาติ สองรสสัมผัส นุ่มเนื้อหมูสับในขณะที่กรอบกรุบในเนื้อกุ้ง
ห่มด้วยแป้งเกี๊ยวพริ้วนุ่มดั่งแคชเมียร์ ชูรสแหลมด้วยไข่กุ้งใบจิ๊ด

ครั้นหันมากระดก โป๋วเหล ชาโปรดคู่ติ่มซำ แสดงอานุภาพลบมันความเลี่ยนให้มลายในอึกเดียว
ทำให้ติ่มซำลื่นปรื้ด ลื่นปรื้ดลงท้องไม่รู้ตัว
อัน โป๋วเหล สีแสนเข้ม ยิ่งรินสีก็ยิ่งเข้ม จนแทบจะดำเป็นโค้ก
ดูแต่สี น่าสุดขม หากไม่ขมแม้สักนิด
ว่ากันว่า โป๋วเหล เป็นชาที่เหมือนไวน์ ยิ่งเก่าก็ยิ่งดี
กับคุณสมบัติที่ช่วยระบบการย่อยอย่างเยี่ยมยอด
แล้วยังช่วยลดโคเลสเตอรอล จึงเหมาะเจาะอย่างมากกับการรับประทานติ่มซำ



รับของนึ่งไปแล้ว มาต่อกับของทอดกันอีกนิด
เผือกทอดฟูฟองฟ่อง มีตัวกุ้งทั้งเปลือกนอนคว่ำหน้าพาดกลางชิ้น
โดยต้องหม่ำคำใหญ่กัดกร๊วบควบรวมเผือกกับน้องกุ้งในคราวเดียว
โอ้...แม่เจ้า! น้องกุ้งเปลือกบางสุดแสนกรอบ ลั่นเสียงเป๊าะเมื่อกระทบถึงเนื้อนาง ส่งความหวานแห่งกุ้....ง
ที่ถูกโอบเคล้าด้วยเผือกพาเคลิ้มลีลาศลอยล่องดั่งเวียนนิซ วอลซ์

ทุกเข่งทุกจานเป็นการปรุงรสที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่จืดชืด แต่ไม่มีส่วนใดแหลมล้ำหน้า
พุ่งสาดส่องสปอร์ตไลท์เพื่อชูรสชาติแห่งความสดใหม่ให้เปล่งประกายเจิดจรัสตามธรรมชาติเท่านั้น

Saturday, December 15, 2007

hong kong


แวะไปทานติ่มซำที่ฮ่องกงมา
ฮ่องกง นับเป็นหนึ่งในสถานที่คุ้นเคย
ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกตอน 5 ขวบก็ไปฮ่องกงนี่แหละ
ฮ่องกงจึงเป็นจุดหมายปลายทางต่างบ้านเมืองแห่งแรกที่ไป
จากนั้นฮ่องกงก็เป็นเสมือนบ้านญาติที่แวะไปกันเป็นประจำของครอบครัวในสมัยนั้น
กิจกรรมหลักของเหล่าเด็กๆอย่างเรา คือ ร้านขายของเล่น (สมัยก่อนยังไม่มี toy r us)
ซึ่งเสมือนดินแดนสวรรค์ มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย ตื่นตาตื่นใจไปทุกอณูของร้าน
คลุกอยู่ได้ทั้งวัน (นึกอีกทีตอนนี้ พวกผู้ใหญ่คงเซ็งเบื่อระเบิด)
กิจกรรมรองก็แน่นอนว่าเป็นการกิน!
แต่ด้วยความที่ยังเด็กจึงไม่ค่อยรู้ว่าร้านไหนเป็นร้านไหนอยู่ตรงไหนที่ไหน
จำได้แต่ว่าอร่อย และ อร่อย และอร่อย
ระบบจานบินร่อน กับมารยาทแสนงามแบบกระโชกกระชากของบริกร
กลับเป็นเรื่องสนุกที่มีจานบินข้ามหัวเราไปมา
แล้วภาษาสำเนียงเหมือนทะเลาะกันก็ออกจะเร้าใจฟังสนุก
(เพราะตั้งแต่เล็กๆก็เป็นคนที่ชอบฟังเสียงสำเนียงภาษาต่างๆ แม้ไม่เข้าใจ แต่ช่างสนุกอะไรก็ไม่รู้
ติดนิสัยไปประเทศไหน สิ่งแรกที่ทำหลังเช็คอิน คือเปิดทีวีดู/ฟังช่องโทรทัศน์ท้องถิ่น)


กลับมาเรื่องกิน ทุกร้านที่ไปก็รับประกันรสชาติเพราะความรักของอร่อยของทั้งตระกูล (ลุงป้าอาพ่อแม่)
จำได้ว่าญาติๆจะมีการถกถึงเรื่องร้านอาหารที่จะไปในแต่ละมื้อ
เจาะสนามด้วยคุณลุงถึง 2 ท่านที่เป็นญาติชาวฮ่องกงพาพุ่งไป
ต่อมาก็เริ่มห่างเหิน ลดความถี่ เขยิบไปเปิดโลกที่ไกลกว่า
ครั้งล่าสุดที่ไปก็ยังก่อนคืนเกาะแก่จีนโน้นแน่ะ
ครั้งนี้จึงเป็นการเยือนเพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันนับสิบกว่าปี


สำหรับหลายคน ฮ่องกง=การช้อปปิ้ง
แต่ส่วนตัว ฮ่องกง = การกิน
ดังนั้นภารกิจหลักคือการกินอาหารจีนอร่อยๆ แม้เชฟมากมายได้อพยพไปแคนาดาแบบยกแผงแล้วก็ตาม
(โดยเฉพาะแถวแวนคูเวอร์ อาหารจีนอร่อยสุดๆ)
อาหารจีนที่ฮ่องกงก็ยังอยู่ในระดับเซียน
จึงทุ่มทุนกับการกินทุกมื้อแบบไม่หยุดไม่ยั้ง แม้คุณน้องmaewpilar จะจอดป้ายหยุดไปแล้ว
ส่วนภารกิจแอบแฝง (แต่เป็นภารกิจหลักที่พ่อสั่ง) จะมาเล่าสู่กันฟังต่อไป
กับ BODW (Business Of Design Week)


ฮ่องกงวันนี้ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป มีหลายที่น่าชื่นชม แต่ก็มีบางอย่างสูญหายไปในความรู้สึก
ถนนหนทาง สถานที่หลักๆยังคงไม่ต่างจากในแฟ้มความจำวัยเด็ก
ชื่นชมในระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกสบายแสนง่ายสุดแสน ตั้งแต่สนามบินเข้าตัวเมือง
ผ่านขบวนการตรวจคนเข้าเมืองปุ๊ป ขบวนรถไฟ airport express ก็เปิดประตูรออยู่แล้ว
เพียงขยับเท้าก้าวขึ้นไปเท่านั้น เดี๋ยวเดียวก็ถึงจุดหมายไม่ว่าจะเป็นฝั่งเกาลูนหรือฮ่องกง
ระบบรถไฟใต้ดินก็ง่ายแสนง่าย
การทำมาค้าคล่องคงอยู่ในระดับสูง ระดับความเชื่อมั่นของคนฮ่องกงชั่วโมงนี้ดีมาก จนน่าอิจฉาทีเดียว
สิ่งที่สูญหาย เห็นจะเป็นมนต์เสน่ห์ที่มลายไปกับความแปรเปลี่ยนในเศรษฐกิจสังคมและการตลาด
ผู้คนเป็นมิตรมากขึ้น บริกรก็ใจดี ซึ่งที่จริงก็ดี แต่เสน่ห์แห่งความกระโชกโฮกฮากเจือจางไปมาก
ส่วนระดับสุนทรียศิลปที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิต ดูเหมือนจะขยายฐานออกทางแนวขวางมากกว่าแนวตั้ง
(ไม่นับบูติดแบรนด์เนมพวกวิตตอง คาร์เทียร์ ดิออร์ทั้งหลาย)
ดูเหมือนส่วนยอดจะกระจุกตัวหดลดขนาดลงมาก โดยขึ้นไปลอยเล็กจิ๋วอยู่ข้างบน แต่ยังอยู่ในระดับสูงมาก
ส่วนกลางต่อจากยอดคล้ายจะหายไป กลับมีแต่ฐานกว้างมากอยู่แผ่ไพศาล
อาจเพราะกลุ่มลูกค้าขาใหญ่ของฮ่องกงวันนี้กลายเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่แทน
กระแสลมเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยน

Thursday, December 6, 2007

kidzania

head_02.gif

kidzania เป็นสวนสนุกแนว edutainment จำลองอาชีพในโลกแห่งความเป็นจริง
มาให้น้องๆหนูๆได้มาสวมบทบาททดลองทำมาหาเลี้ยงชีพจริงๆ
ใช้หยาดเหงื่อ แรงงาน มันสมอง แลกค่าจ้าง (เป็นเงินจริงๆ แต่เป็นเงินสกุล kidzania)
มีกว่า 70 อาชีพให้ทดลองทำงานในบรรยากาศเสมือนจริงทุกอย่าง (ในขนาดจำลองเพื่อเด็ก)
มีความยากง่ายในหลายระดับ ตามความสามารถและความสนใจของเด็กๆ
kidzania จะเป็นเมืองสำหรับเด็กโดยแท้ มีครบครันตั้งแต่ โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง ร้านเสริมสวย ธนาคาร สถานีวิทยุ/โทรทัศน์ ร้านพิซซ่า ห้างสรรพสินค้า โรงละคร ฯลฯ ซึ่งล้วนสปอนเซอร์โดยเจ้าของธุรกิจจริงๆ
แต่พนักงาน/คนทำงานทั้งหมดคือเด็กๆที่เข้ามาใน kidzania นั่นเอง
อุปกรณ์ทุกอย่างได้รับการออกแบบให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสำหรับเด็กทั้งสิ้น
หลังจากได้รับคำอธิบายเรียรู้เกี่ยวกับอาชีพที่เลือก หนูน้อยทั้งหลายจะได้รับภารกิจที่ต้องทำ
พร้อมเปลี่ยนชุดเครื่องแบบตามอาชีพ และลุยทำงานทันที

แน่นอนน้องย่อมจะได้รับค่าจ้างจากงานที่ตนทำในเงินสกุล kidzania
ที่สามารถนำไปใช้ซื้อของและบริการใน kidzania ได้
เป็นการเรียนรู้ถึงค่าของเงินว่า ย่อมมาจากความเหน็ดเหนื่อย มิใช่ได้มาฟรีๆ
อ๊ะ...อ้า มิเพียงจบเพียงเท่านี้ คุณหนูสามารถเปิดบัญชีที่ธนาคารใน kidzania
เก็บสะสมค่าจ้างที่หาได้ไว้ใช้ หรือสะสมต่อไปเรื่อยๆ ในครั้งต่อๆไป (กลายเป็นเศรษฐีน้อยใน kidzania)

kidzania2.jpg

นอกจากความสนุกจากอาชีพต่างๆแล้ว เด็กๆยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับปฎิบัติตัวในสังคม
ผ่านการทำงานและกิจกรรมต่างๆ เสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเองและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ในด้านความปลอดภัย ผู้ที่เข้ามาใน kidzania ทุกคนต้องสวมสายรัดข้อมือที่มีรหัสเชื่อมสมาชิกของกลุ่ม
เด็กๆ ไม่สามารถออกจาก kidzania โดยปราศจากผู้ปกครองที่พามา
แน่นอนว่ามีกล้องวิดิโออยู่ทั่วพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ในทุกๆกิจกรรมจะมีมีพนักงานของ kidzania ผู้ได้รับการอบรมแบบมืออาชีพที่จะคอยแนะนำช่วยเหลือเด็ก
ให้สามารถทำงานลุล่วงพร้อมความสนุกสนานและช่วยเหลือตัวเองได้
เพราะผู้ปกครองทั้งหลายไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปในแต่ละ pavillion
เพื่อให้ภายในเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ของของเด็กๆอย่างแท้จริง
ซึ่งจะมีจอมอนิเตอร์ให้ชม พร้อมเลานจ์บริการฟรีอินเตอร์ หนังสือให้อ่านระหว่างคอยคุณลูกแบกหามทำงาน
ยกเว้นบางโซนที่สามารถแจมได้ในฐานะผู้ชม เช่น เป็นผู้ชมการแสดง (ที่จัดและแสดงโดยน้องๆเอง)

อาชีพก็มีหลากหลายมากมาย เช่น ดีลเลอร์รถยนต์ เรียนรู้วิธีขายรถ อธิบายคุณสมบัติ/จุดเด่น
รับออร์เดอร์ customize รายละเอียดรถตามความประสงค์ของลูกค้า
ที่สถานีโทรทัศน์ ก็มีหลายสายงานตั้งแต่ ช่างกล้องโทรทัศน์,ผู้กำกับเสียง,ผู้กำกับรายการ,สไตลิสต์,
ช่างแต่งหน้า,ผู้รายงานข่าว ร่วมกันลงมือทำรายการโทรทัศน์จริง ออกอากาศจริง (ภายใน kidzania)
ที่สำนักพิมพ์ ก็ได้เป็นนักเขียนการ์ตูน ประชุมปรึกษากับบรรณาธิการนิตยสารในคอนเซ็ปต์
พร้อมลงมือวาดการ์ตูน ทำออกมาเป็นรูปเล่มจริง เก็บกลับบ้าน
ที่โรงพยาบาล ก็ได้ผ่าตัด หัดช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน
ที่โรงเรียนสอนธุรกิจ ได้เรียนรู้ขบวนการวางแผนการผลิตสินค้า
ตั้งแต่การสำรวจตลาด วางแผน คำนวณกำไรขาดทุน (โอ้แม่เจ้า!)

แล้วแต่ละสปอนเซอร์ในแต่ละอาชีพก็ล้วนชื่อดังในแต่ละสายทั้งนั้น
อาทิ ดีลเลอร์รถยนต์ สปอนเซอร์โดย Mitsubishi, ร้านแฮมเบอร์เกอร์ โดย Mos burger,
โรงงานขนม โดย Morinaga, ธนาคาร โดย Mitsui Sumitomo เป็นต้น

เด็กๆสามารถสร้างประสบการณ์ของตนเองตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป แต่จะให้ดีก็เป็นช่วง 4-15 ปี
สำหรับเด็กที่มีความผิดปกติ ราคาค่าตั๋วลดครึ่งหนึ่ง

ต้นกำเนิดของ kidzania นั้นมาจากเม็กซิโก ในปีค.ศ. 1999 ในเม็กซิโกเอง มีอยู่ 2 ที่
ส่วน kidzania ญี่ปุ่นนับเป็นแห่งแรกในต่างประเทศเปิดเมื่อตุลาคม 2006
ที่ Urban Dock ใน Lalaport Toyosu โตเกียว
ด้วยคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเอามากๆ ทำให้กำลังไปเปิดในอีกหลายประเทศ
เช่น ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ไปเปิดที่จาร์กาต้า อินโดนิเซีย
ในปี 2008 จะเปิดที่ลิสบอนและดูไบ ตามด้วยบาร์เซโลนา, โซลและไต้หวันในปี 2009

ช่างเป็นสวนสนุกที่น่าสนใจมากๆ แม้เด็กอาจยังไม่รู้ว่าชอบอาชีพอะไร หรือเข้าใจอาชีพนั้นๆมากนัก
แต่สิ่งที่ได้จาก kidzania น่าจะเป็นประสบการณ์ทางสังคมที่มีประโยชน์ทีเดียว
อย่างน้อยก็ได้จิบรสความยากลำบากของและคุณค่าของการทำงาน
อาชีพในแต่ละประเทศก็จะไม่เหมือนกันทั้งหมด มีการดัดแปลงตามเศรษฐกิจสังคมของแต่ละที่ด้วย
สำหรับญี่ปุ่น kidzania ยังได้รางวัล Good Design Award ประจำปี 2007 ด้วย

เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า