Archive for กุมภาพันธ์, 2007
Seibu Shibuya
จากเดือนกันยายน 2006 ที่ได้ปรับโฉมสาขา Yurakucho ไปแล้ว คราวนี้ถึงคิวของSeibu Shibuya พร้อมอวดรูปลักษณ์ใหม่ใน 2 มีนาคมนี้
Seibu Shibuya โฉมใหม่มุ่งไปที่คนที่มีไลฟ์สไตล์เปี่ยมด้วยรสนิยมเป็นตัวของตัวเอง เน้นการนำเสนอสินค้าในแบบฉบับที่ Seibu คัดสรรมาแล้วสำหรับลูกค้าของเซบุ ชิบุยะแห่งนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธที่ต่างจากเซบุในอดีตอย่างมาก (อันยุทธวิธี merchandising ในการค้ดเลือกสรร ตัดต่อ สินค้าและบริการในแบบฉบับของห้างเองนี้ คาดว่ามาจากผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่มี know how และประสบการณ์ชั้นเซียนที่โยกข้ามมาจากต้นตำรับ merchandising ของญี่ปุ่นอย่างอิเซตัน ที่มากำบังเหียนบริษัทแม่ Millenium Retailing Group อยู่ตอนนี้)
พร้อมกับนำมาเคล้าประสานกับการบริการให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพในสินค้าแต่ละประเภทที่ Seibu เองได้บ่มเพาะมานาน บุคคลกรเฉพาะทางถึง 225 คนจึงพร้อมเสนอบริการที่แตกต่าง อาทิ shoes fitter, body fitter, gifts advisor, interior coordinator, sommelier ถึงผู้เชี่ยวชาญการบำบัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือสุคนธบำบัด เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ ได้ปรับกระบวนกลุ่มเป้าหมายของทั้งตึก A และ B ให้ชัดเจน โดยในตึก A ย้อนนำแผนกอาหารให้กลับมาอีกครั้งในชั้น B1 รวมทั้งแผนกเด็กในชั้น 7 แน่นอนว่าแผนกความงามนั้น ขนทั้งสินค้าและบริการมาเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางออร์แกนนิคจากฮาวายที่กำลังฮิต จนถึงบริการให้คำปรึกษาดูแลผิวพรรณแบบตัวต่อตัวและเฉพาะส่วน เช่น ซาลอนสำหรับขนตาและคิ้วโดยเฉพาะ นับเป็นตึก lifestyle สำหรับคุณผู้หญิงอย่างแท้จริง
ในขณะที่ตึก B นั้นแปลงเป็น men’s & luxury อัดแน่นด้วยแบรนด์หรูเต็มชั้น 1-4 ส่วน Armani, Gucci, Prada, Jil Sander และ Bottega Veneta ต่างเสิร์ฟสินค้าหรูให้คุณสุภาพบุรุษได้หล่อแบบครบเครื่อง เป็นบูติคแยกสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะที่ชั้น 4-6 (เป็นวิธีที่ Isetan Men’s เคยสร้างความฮือฮามาเมื่อหลายปีก่อน ที่เปิดบูติค Dior Homme และ Dolce&Gabbana เฉพาะคุณสุภาพบุรุษเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น) ในขณะที่ชั้น B1 เป็น stylish sports แถมด้วย the rev-own ซาลอนเสริมความหล่อสำหรับคุณสุภาพบุรุษแห่งแรกในห้าง (โอ! แม่เจ้า)
ช่วงเปิดตัว 2-7 มีนาคม ยังมีงานแสดงของ Daniel Ost นักจัดดอกไม้ระดับโลกชาวเบลเยี่ยมอีกด้วย (งานแนว installation สวยอลังการมาก)
Sato Kashiwa vs Kids workshop
Sato Kashiwa ครีเอทีฟไดเรกเตอร์/อาร์ตไดเรกเตอร์ ที่กำลังร้อนที่สุดตอนนี้ จะสวมบทบาทคุณครูสอนเด็กๆในเวิร์คช้อปในหัวข้อ “มาทำ symbol mark ของตัวเองกันเถอะ!”ของ National Art Center Tokyo ในวันเสาร์ที่ 24 มีนาคมนี้
Sato Kashiwa ผู้ออกแบบ symbol mark/logo ของ National Art Center Tokyo จะเป็นผู้สอนเด็กๆ ให้ออกแบบตราเครื่องหมายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาดหรือแปะ งานนี้สนุกแน่ สำหรับเด็กประถม 20 คนเท่านั้น และที่สำคัญ “ฟรี” เจ้าข้า (หากสมัครกันมากก็จะใช้วิธีจับสลากเอา) อิจฉาตาร้อนเป็นอย่างยิ่ง น่าสนุกแท้ๆ เป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์ สร้างคนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เชื่อว่าเด็กที่ได้ร่วมเวิร์คช้อปย่อมได้ประสบการณ์/แรงบันดาลใจไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง กลับบ้านไปแน่ๆ ไม่ว่าจะชอบหรือเกลียดก็เถอะ
สำหรับโปรแกรมของผู้ใหญ่ก็มีเป็นสัมมนาในหัวข้อ The Power of Art Direction แต่ชื่นชมเวิร์คช้อปสำหรับเด็กมากกว่า ดีจังเนอะ
Sato Kashiwa เกิดที่โตเกียวเมื่อปี 1965 จบจาก Tama Art University เริ่มงานที่ฮากุโฮโด ต่อมาได้ออกมาตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ Samurai ในปี 2000 งานเด่นๆดังๆมีมากมายเป็นกะตั้ก ตั้งแต่โฆษณา Honda StepWGN, TBC และ Parco Grand Bazaar งานที่ทำให้ศิลปินเพลง เช่น SMAP, Mr. Children งานพัฒนาสินค้าและโฆษณาให้กับเบียร์ Kirin (Gokunama, Namakuro) รวมทั้ง Kirin Lemon งาน branding และ interior design ให้ Tsutaya Tokyo Roppongi ออกแบบโทรศัพท์และโฆษณาให้กับ NTT DoCoMo “FOMA N702iD”งานล่าสุดก็ Uniqlo Soho
ABC Aoyama Book Center
โปรโมชั่นแสนน่ารักของร้านหนังสือสุดโปรด Aoyama Book Center หนังสือและนิตยสารต่างประเทศลด 20% ในวันฝนตก ระหว่าง 1-31 มีนาคมนี้ ที่ร้าน ABC ทุกสาขา
Aoyama Book Center หรือ ABC เป็นหนึ่งในร้านหนังสือที่เด่นด้านดีไซน์, สถาปัตยกรรม, ภาพถ่าย และที่เกี่ยวข้องกับศิลปะทั้งหลาย ดีใจมากๆที่เห็น ABC กลับมาแข็งแรงอีกครั้งหลังเจอพายุใหญ่ช่วงปี 2004 ที่ถึงกับล้มละลาย ทำให้สาขาทั้ง 7 ต้องปิดตัวหายวับไป เล่นเอาใจแป้ว ตกใจว่าหายไปไหน หลังจากนั้นไม่นาน ร้านดั้งเดิมที่ Aoyama กลับมาใหม่ แต่ก็ทิ้งช่วงไปอีกและดูท่าจะพร้อมแข็งแกร่งสดใสขึ้นมากตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จากการกลับมาเปิดหลายสาขา เช่นที่ Roppongi แล้วก็ Roppongi Hills ต่อเนื่องด้วย HMV ชิบุยะ โดยมีสาขาที่ Maru biru ตามมาเมื่อมกราคมที่ผ่านมา
และยังมี event และ fair ดีๆหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละสาขา ทั้ง talk show, นิทรรศการต่างๆ แล้วยังมีพื้นที่แกลเลอรี่แสดงงานเกี่ยวเนื่องกับหนังสืออีกด้วย
*สำหรับโปรโมชั่นวันฝนตกนี้ มีแผนที่จะจัด 3 ครั้งต่อปีในฤดูใบไม้ผลิ ต้นร้อน และใบไม้ร่วง
sweet talk behind the scene

เบื้องหลังการผลิต เริ่มจากความอร่อยไปหาความสนุกในการใช้จอบเสียมขุดคุ้ยหาเรื่องราวเบื้องหลังความอร่อย เพราะเป็นโรคบ้าข้อมูลอยู่แล้ว จึงสนุกสนานในตระเวนค้นหาไปทั่ว บางครั้งพาเราท่องกลับไปอดีตไกลโพ้น เจอตำนานเรื่องเล่า บางทีก็ตื้นตันกับความอุตสาหะ ความมุ่งมั่นกว่าจะเป็นของอร่อยๆนั้น บางเรื่องก็อมยิ้มกับกลยุทธ์การตลาดน่ารักๆ รวมทั้งบางครั้งก็ทำให้ได้ปรัชญาข้อคิดสอนใจ นำพามาสู่การจิ้มคีย์บอร์ดเขียนเรื่องจนเอ็นนิ้วมืออักเสบไปหลายรอบ แต่บางช่วงเกิดอาการเขียนไม่ออก หันไปทำโน้นนี่แล้วก็เลยลืมไม่ได้เขียนต่อ แต่ไม่เคยหยุดหาข้อมูล(ชอบจริงๆเรื่องอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้านี่)
พร้อมๆกันนั้นก็อดทนรอคอยแสงสวยๆจากธรรมชาติในการถ่ายภาพ บางวันลมก็แสนแรงๆ พาลจะพัดเอาขนมเราปลิวไปเรื่อย ช่วงฝนตก สตูดิโอกลางแจ้งเราก็หยุด บางครั้งพระพิรุณก็ตกถี่ หยุดจนลืม แต่ส่วนใหญ่จะร้อนแสน ถ่ายรูปไปปาดเหงื่อไป อ้าว…ดันหยดลง photo board อีก! เฮ้อ! ส่วนบางรูป ไม่สามารถหอบขนมกลับได้ ก็ถ่ายทำในโตเกียว (ฟังดูเก๋มาก) วิบากกรรมคือต้องทานให้หมดภายในวันนั้น เพราะมีคิวถ่ายขนม
อื่นๆในวันต่อๆไป อ้วนพีกันไป ส่วนรูปที่ถ่ายที่ร้านก็มักลืม ด้วยความที่น่ากินมาก เลยเผลอทานซะหมดก่อนถ่ายรูป (อ้าว!) สรุปรูปถ่ายทั้งหมดมีมากมายจนเลือกไม่ถูก (ประมาณ 646 รูป)
เมื่อรวมได้เป็นกำ(ที่จริงคือ กรรม)ก็ส่งต่อให้คุณน้องรับกรรมจัดรูปเล่มตามที่ฝัน (part นี้ให้ maewpilar เล่าเอง) แล้วก็สะดุ้งตื่นลืมเช็ครายชื่อสาขา พร้อมอัพเดทแผนที่ จี้จุดร้านในแต่ละถิ่น เผื่อท่านผู้อ่านจะแวะไปชิมกันบ้าง จึงรวบรวมส่งต่ออีกครั้ง พออาร์ตเวิร์คเสร็จ ติดต่อโรงพิมพ์ที่เค้าคงขำกลิ้งกับ 2 พี่น้องคู่นี้อีกแล้ว ติดต่ออมรินทร์คุณแคทที่น่ารัก ว่าเล่มใหม่มาแล้วคะ เข็มนาฬิกาหมุนวนเวียนไปมา…sweet talk พิมพ์เสร็จแล้วจ้า ดีใจจริงๆ (คาดว่าภายในอาทิตย์น่าจะหาซื้อได้ที่ทุกร้านหนังสือ)
*ที่จริงอยากได้กระดาษกรีนรีด สีออกขาวหน่อย แต่ที่ได้มานวลเข้มไป เลยเกรงว่ารูปออกมาจะหมองมืด จึงกลายเป็นกระดาษปอนด์ด้วยประการเช่นนี้
desk tag

กรรมสนองกรรมแท้ๆ พี่ที่ดีไม่น่าแกล้งน้องเลย สืบเนื่องจาก desk tag ที่ maewpilar แปะให้โพสต์รูปโต๊ะทำงานให้ดู เพราะแอบไปแซวเค้ามา เลยโดนย้อนศรเข้าอย่างจัง เฮ้อ!
จากซ้ายเห็นผ้าคลุมอยู่คือจักรเย็บผ้า Brother คู่ชีพตั้งแต่สมัยเรียนที่ Bunka Fukuso Gakuin ถัดมาเป็นเหล่าเศษกระดาษโน้ตสารพัน นึกอะไรออกก็จด งานการ เรื่องที่ต้องทำต้องตาม เป็นขุมทรัพย์อันมีค่า หาข้อมูลที่จดไว้เจอทุกครั้ง (วันหลังจะจับมาทำ collage ดู) สมุดโน้ตจริงจังมีอยู่ในกระเป๋า ส่วนที่อยู่บนโต๊ะนี้เป็นประเภทฉุกเฉิน แล้วที่คั่นอยู่ต่อมาเป็นดินสอ ปากกา กรรไกร คัตเตอร์…เฮ้อ! แล้วก็มาถึงเครื่องมือหากินหลัก เจ้า powerbook G4 นี่ ขึ้นแท่นต่อจากสีดำเครื่องเก่าที่สิ้นชีพไป ภาพที่หน้าจอก็เป็น illustration ที่วาดเล่นๆ (หนึ่งใน series ที่ตั้งชื่อคาแร็คเตอร์ไว้อีกต่างหากว่า spinach lover) ถัดมาก็เป็น mouse pad ของ Muji กับน้อง mouse ตัวเล็ก เหนือขึ้นไปเป็นเครื่อง hook โทรศัพท์กับหูฟัง บนสุดเป็นกระดาษโน้ตของแถม Haagen-Dazs เอาไว้คั่นหนังสือ จดโน่นนี่แล้วรีไซเคิลไปเรื่อย (เศรษฐกิจพอเพียง) โดยมีตลับเมตรขนาด 3 เมตรวางทับอยู่ ไว้กะและเช็คขนาดโน่นนี่ ส่วนที่ยืนแบกรองรับทั้งหมดอยู่คือโต๊ะไม้ที่ซื้อจาก Tokyu Hands แบบ knock down ใช้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โตเกียว (อันที่จริงมีโต๊ะทำงานอย่างเป็นทางการอีกตัว แต่ไม่ค่อยได้ใช้มาใช้ตัวนี้แทน)
ต่อไปจะไม่แกล้งน้องอีกแล้ว!
Chocolate/Naoto Fukasawa
21_21 design sight อีกแล้ว ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับงานแสดงแรกในหัวข้อ Chocolate ที่มี Naoto Fukasawa แห่ง plusminuszero เป็นแม่งาน ตอนแรกนึกว่าจะเปิดแสดงพร้อมๆกับการเปิดตัว แต่ปรากฎว่ากลับเริ่มวันที่ 27 เมษายนโน่น งานนี้นอกจากโต้โผใหญ่ Naoto Fukasawa แล้วยังพาเพื่อนๆมาร่วมกันผสมชอกโกแลต ถึง 30 คน กับ 70 ผลงาน ชื่อก็คุ้นๆกันทั้งนั้น เช่น Cabane de Zucca(ชอบยี่ห้อนี้), Ed Tsuwaki, Pleats please Issey Miyake, Uehara Ryosuke+Watanabe Yoshie (D-Bros), Tsumura Kosuke (Final Home), Tsukiyama Yuki (คนนี้ออกแบบแพ็คเกจจิ้ง Tohato Caramel Corn), FRONT, Takai Kaoru, Minagawa Araki (Mina Perhonen ชอบลายผ้าคนนี้มาก), Kitagawa Issey (GRAPH) เป็นต้น
งานมีถึง 29 กรกฎาคม หลังจากนั้นก็จะส่งไม้วิ่งผลัดต่อให้คุณพี่ Taku Saoth ภายใต้หัวข้อ Water ที่จะแสดงในราวเดือนตุลาคม
อยากดูจัง!
空想無印
Cuusoo Muji เป็น community website ใหม่ที่เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท Elephant design และ Muji เพื่อทดลองหยั่งเสียงเรียกร้อง ความคิดเห็น หรือนำเสนอสินค้าที่อยากให้มีขาย หลังจากที่เคยร่วมงานกันในปี 2002 ในการพัฒนาสินค้าบนพื้นฐานของเสียงจากผู้บริโภคสำเร็จมากแล้ว อย่าง โซฟาที่ฟิตตามรูปร่าง, โคมไฟหูหิ้ว เป็นต้น
สามารถมีส่วนร่วมด้วยการโหวตสินค้าที่อยากได้ หรือนำเสนอไอเดียสินค้าทั้งแบบใหม่ถอดด้ามหรือดัดแปลงสินค้าที่มีอยู่ก็ได้ ไอเดียที่ได้รับการโหวตตามเงื่อนไขที่กำหนด จะนำไปผลิตเป็นสินค้าจริงๆ
*แต่นี่ไม่ใช่การบริหารของ Muji โดยตรง งานนี้ Muji อยู่ในฐานะบริษัทที่ให้ความร่วมมือเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดระดมไอเดีย
Shiseido Parlour Packaging
Shiseido Parlour ได้ปรับเปลี่ยน packaging ใหม่ของผลิตภัณฑ์อาหารและขนมทั้งหมด เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ Neo classic 2007 เริ่ม 1 มีนาคมนี้
ชิเซโด้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องสำอาง ที่จริงเริ่มกิจการมาจากร้านขายยาแผนปัจจุบันที่กินซ่า ทั้งยังเป็นเจ้าแรกที่นำน้ำอัดลม ไอศกรีมมาขายในญี่ปุ่น เมื่อปีค.ศ. 1902 โน่น
ชิเซโด้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในวิสัยทัศน์อย่างกว้างไกล มาตั้งแต่สมัยของผู้ก่อตั้ง Fukuhara Yushin ที่ได้ไปชมงานเอ็กซ์โปที่กรุงปารีสในปีค.ศ. 1900 โดยระหว่างทางกลับ ได้เดินทางผ่านสหรัฐอเมริกา จึงได้นำเอารูปแบบร้านขายยาของอเมริกันที่ได้พบเห็น มาสู่ญี่ปุ่น ต่อมาได้แบ่งพื้นที่เป็น ice cream parlour ขายน้ำอัดลมและไอศกรีม อุปกรณ์ทั้งหมดล้วนนำเข้ามาจากอเมริกา ตั้งแต่เครื่องทำน้ำอัดลม จนถึงถ้วยแก้วและช้อนเลยทีเดียว ด้วยความคิดมุ่งมั่นที่จะนำเสนอของแปลกใหม่ ของแท้ ของที่มีคุณภาพนั่นเอง จึงเป็นร้านแสนเก๋ สร้างความฮือฮาอย่างมากในสมัยนั้น ครั้นต่อมาในปี ค.ศ. 1928 ก็เริ่มบริการอาหารแบบตะวันตก เป็นภัตตาคารอย่างจริงจัง ทั้งตกแต่งภายในแบบยุโรปอย่างสุดโก้ จนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกินซ่า
ถึงความอร่อยแสนเก๋ที่ยังคงสืบทอดจนปัจจุบัน






