Archive for กรกฎาคม, 2007
The Traditional Colors Of Japan
เสน่ห์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น คือ สี
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประกอบกับการที่มีฤดูกาลชัดเจนครบทั้ง 4 ฤดู
ผนวกด้วยประวัติศาสตร์ องค์ความรู้และวัฒนธรรม
ทำให้เฉดและโทนสีของญี่ปุ่น มีความลึก ซับซ้อนและหลากหลาย
การสังเกตุ”สี”ของแต่ละประเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่ให้ความสนุก
ทั้งทางสายตาและการขบคิดหาปัจจัย/ที่มาของสีนั้นๆ
ซึ่งทุกที่ในโลกต่างมีสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ทุกครั้งที่เดินทางหรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน จะรู้สึกสะดุดตาสะดุดใจกับสีสวยๆ
และจะอิ่มเอิบโดยเฉพาะกับโทนสีแปลกเสมอ
บางครั้งด้วยภารกิจประจำวันอันรีบเร่ง อาจทำให้เรามองข้าม “สี”
ความงามที่แต่งแต้มอยู่ในทุกสิ่งรอบตัว
และที่จริงคือหนึ่งในความรื่นรมย์ที่แสนจะแนบชิดตัวเรา
ขึ้นกับว่าเราจะชะลอเข้ากวักกวาดเข้าหาตัวหรือไม่
และจะยิ่งไต่ระดับความสุนทรีย์ขึ้นอีกขั้น เมื่อค้นหาและค้นพบที่มาของสีนั้นๆ
The Traditional Colors Of Japan จึงเป็นอีกหนึ่งหนังสือที่รีบคว้าตัวกลับบ้านมาให้ชื่นใจนับเดือนมาแล้ว
เป็นหนังสือใหม่ที่เพิ่งออกเมื่อต้นปีนี้โดย PIE Books เจ้าเก่า
บอกที่มา เล่าประวัติศาสตร์ บรรยายคุณลักษณะให้ได้ซาบซึ้งอย่างละเอียด
แถมด้วยชื่อสีภาษาอังกฤษกำกับ และที่สำคัญมี CMYK ให้ด้วยทุกสี!
The Traditional Colors Of Japan
PIE Books
ISBN987-4-89444-578-9
ข่าวแถม…
ความโดดเด่นในเอกลักษณ์ของสีญี่ปุ่น (ที่ไม่ใช่สีทาบ้าน สีผสมอาหาร หรือสีน้ำมัน)
และยังเป็นคอลเลคชั่นสีที่มีเรื่องราวประวัติอันยาวนานจึงถูกนำมาผสานกับเทคโนโลยี่สมัยใหม่
หลังจากที่ Softbank ใช้สี Pantone มาค้าขาย
ล่าสุด Toshiba จึงไม่น้อยหน้าออก the tradition color 24 colors of Japan มาบ้าง
Yayoi Kusama – A polka dots cafe in universe
Roppongi Hills กำลังพยายามเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดแต่งเติมสีสันในฐานะมุมหนึ่งแห่ง Roppongi Art Triangle
ที่ดูเหมือนว่ามุมด้านของ Hills จะอ่อนแรงไปมากเมื่อเทียบกับ Midtown และ National Art Center
โดยเฉพาะ Mori Art Museum ที่ดูแผ่วลงมากเมื่อ David Elliott ไดเร็กเตอร์คนแรก(และยังเป็นต่างชาติ
คนแรกของพิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่น) จากไป
Hills Cafe/Space เป็นพื้นที่ใหม่ในตึก Mori Tower ชั้น 2 ประเดิมเปิดตัวด้วยลวดลายจุดและจุด
ของคุณป้า Yayoi Kusama มาสะบัดน้องจุดไปทั่วทั้งพื้นที่ในสีชมพูสดเจิดจ้าเอาฤกษ์เอาชัย
ในงานมีภาพยนตร์ของ Yayoi ที่ยังไม่เคยฉายในญี่ปุ่นรวมทั้งภาพถ่ายแฟชั่นในยุค 60s ของคุณป้าให้ชมกัน
ส่วนของคาเฟ่ก็เจิมจุดหวานเมนูพิเศษเป็นขนมที่โปรยประดับด้วยจุด จุดและจุด
อาทิ dot obsession mousse (ภาพกลางด้านบน) เสิร์ฟคู่กับชาหรือกาแฟ
มีเพียง 5 ชุดต่อวันเท่านั้น ชุดละ 1,200 เยน หรือ dots obsession champagne 1,500 เยน
และ love forever ice cream ก็ 700 เยน
ของพิเศษอย่างอื่นๆก็มี กระเป๋าภาพวาดลายเส้น, สาย/ที่ห้อยมือถือ
รวมทั้งหน้ากากมือถือ ขายในตู้ขายอัตโนมัติลายจุดดีไซน์พิเศษโดยคุณป้าเช่นกัน
งานนี้มาสร้างจุดแบบจำกัดถึง 19 สิงหาคมนี้
การสร้างสรรค์เมนูอาหาร/ขนมเป็นพิเศษ โดยมีรูปลักษณ์หน้าตาตามผลงานนิทรรศการที่จัดขึ้น
เป็นอีกหนึ่งเส่น่ห์สร้างความประทับใจที่ซ่อนอยู่ในมุมคาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในญี่ปุ่น
อิ่มตา อิ่มใจเมื่อชมงาน แล้วยังอิ่มท้องกับศิลปะทานได้
(พิพิธภัณฑ์ก็อิ่มเงินหล่อเลี้ยง)
water
symbol mark ของงานแสดงครั้งต่อไปภายใต้หัวข้อ “water” ที่ 21_21 design sight เริ่มตุลาคมนี้
คราวนี้เป็นตาของ Taku Satoh ไดเร็กเตอร์อีกคนนำทีมครีเอทีฟที่ประกอบด้วยนักมนุษย์วิทยา,
นักอุทกศาสตร์, กราฟฟิกดีไซน์เนอร์, ช่างภาพ, อินเตอร์แอ็กทีฟมีเดีย ดีไซน์เนอร์, ซาวด์ สเปซ
คอมโพเซอร์, ดีไซน์เอนจิเนียร์, ช่างภาพ ฯลฯ
(งานนี้ Hara Kenya ก็มาแจมด้วย)
MarioGelateria
MarioGelateria ร้านไอศกรีมอิตาเลี่ยนที่กำลัง”ฮอต”ดับร้อนในญี่ปุ่นตอนนี้
เวอร์ชั่นพิเศษเฉพาะที่อิเซตัน ชินจุกุ ในชื่อว่า Premium MarioGelateria
เปิดพร้อมกับโฉมใหม่ของแผนกอาหารเมื่อกลางเดือนที่แล้ว กลายเป็นร้านฮิตติดลม
ด้วยคอนเซ็ปต์คัดสรรใส่ใจในวัตถุดิบชั้นเลิศ จึงสร้างรสชาติเข้มลึกเหนือชั้น
มีตัวเอกชูโรงอย่าง sicilian salt ที่ใช้เกลือทะเลจากซิซีเลี่ยน แทรกด้วย biscotti ผสมอัลมอนด์
สร้างสมดุลย์แห่งรสหวานปะแล่มเค็ม พร้อมขบเพลินเป็นจังหวะกับความกรุบ
อันเป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจาก blue salt ที่เป็น signature ของ MarioGelateria
ที่เคยสร้างชื่อมัดใจหนุ่มๆจนโด่งดังมาก่อน จนทำให้ต่อมาที่มีน้อง pink salt
ทำจากเกลือสีชมพูอ่อนที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากโบลิเวีย ตามออกมากระชากใจสาวๆบ้าง
ที่ Premium MarioGelateria ยังมีรสเด็ดอื่นๆอีก อาทิ premium green pistachio
สร้างรสเข้มข้นและแสนครีมมี่จากพิสทาชิโอล้วนๆ
ส่วนคอชอกโกแลตก็ต้อง araguani 72% (valrhona chocolate) ประสานความขมและหวานอย่างเหมาะเจาะ
หรือจะลอง piemonte red wine ดื่มด่ำไปกับไวน์แดงชั้นดีจากอิตาลีในสัมผัสที่แตกต่าง
ถ้าชอบความหอมก็ต้อง tahiti vanilla อบอวลกลิ่นหวานจากฝักวานิลาชั้นยอดของตาฮิติ
ตบท้ายด้วยหมัดเด็ดให้ไปน็อคกลับบ้านเท่านั้น คือ dolce parfait
จะซื้อเป็นหมัดชุด 3 หรือแยกยกต่อหมัดก็ได้
แย็บแรก ได้แก่ mango passion เรียงชั้นด้วยรสมะม่วงกับมะพร้าว ชูรสแหลมด้วยเสาวรส
ฮุคด้วย caramel chocolat รับรสชาติขมปนหวาน
จบยกโดย berry berry pistachio รัวหมัดความมันส์ด้วยพิสทาชิโอ
น็อคด้วยหมัดตรงกับหวานซ่อนเปรี้ยวของสตรอเบอรี่ และดาวเต็มฟ้ากับเหล่าเบอรี่ที่โรยหน้า
ล่าสุด MarioGelateria แบบธรรมดา ก็เพิ่งเปิดร้านใหม่ที่กินซ่าอีกร้านเมื่ออังคารที่ผ่านมา
優しい昔菓子
ถ้าจะจัดอับดับเรื่องเอกในความทรงจำวัยเด็ก
ต้องมีเรื่องเกี่ยวกับขนมติดอันดับต้นๆของทุกคนอยู่แน่ๆ
และไม่จำกัดอยู่เพียงเรื่องแห่งความสุขสนุกสนาน
อาจเป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาเล็ด เมื่อครั้งทำไอติมหล่นพื้น ทั้งๆที่เพิ่งรับมาจากมือคนขาย
หรือแนวสยองขวัญสั่นประสาท เคยทานขนมเปี๊ยะหน้างาแผ่นใหญ่ราวโหลหนึ่งคนเดียว
หลังจากนั้นไม่นานก็งาเหล่านั้นก็เดินทางกลับออกมาที่ทางเข้าทั้งหมด ไม่ยอมไปกระเพาะ
ทำให้เข็ดไม่ทานขนมนี้อีกเลย
หรือเรื่องลึกลับตื่นเต้น ซุกซ่อนขนมด้วยวิธีต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบไหนแนวไหน ก็มักสร้างรอยยิ้มยามเมื่อหวนนึกถึงเสมอ
หนึ่งในซีรี่ย์ขนมของ muji ก็ได้นำความทรงจำวัยเด็กมาย้อนให้ยิ้มกันกับขนมที่เคยทานตอนเล็กๆ
เจ้าขนมปังกรอบรูปสัตว์ต่างๆนี้ก็เป็นหนึ่งในแก๊งค์ย้อนอดีต
เทียบกับบ้านเราก็คงจะเป็นขนมปัง ABC ในปี๊ป (ต้องแบบอยู่ในปี๊ปเท่านั้น ถึงอร่อยเหมือนวันวาน)
มีสัตว์มากมายหลายชนิด แต่บางตัวดูไม่ออกว่าเป็นอะไร
ด้านหลังแถมด้วยรสและกลิ่นหอมหวาน ทั้งสตรอเบอรี่ กล้วยและเมลอน
หลังๆการตลาดเจาะกระเป๋าจับใจกับความสุขวัยเด็กเป็นกลยุทธ์ที่นำมาใช้จี้ใจให้อ่อนอย่างได้ผลทีเดียว
rakuraku phone
แรกเห็นเจ้าโทรศัพท์รุ่น rakuraku phone นี้ ที่ออกแบบโดยคุณพี่ Hara Kenya
ตอนออกมาใหม่เมื่อมีนาคมที่ผ่านมานั้น ไม่ค่อยประทับใจนัก ดูแค่ผ่านๆ
เลยไม่ได้เห็นรูปทอง ไม่ได้ตระหนักถึงความอ่อนโยนที่มีต่อผู้ใช้เพียงไร
ด้วยเป็นรุ่นที่ตอบสนองการใช้งานของผู้สูงวัยที่มีจำนวนมากในญี่ปุ่น
(บ้านเราก็อีกไม่นานจะเข้าสู่สังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยเช่นกัน)
จึงเกิดมาเพื่อการใช้งานที่ง่ายแสนง่าย
เริ่มต้นด้วยรูปร่างที่เรียบง่ายกระชับมือเหมือนก้อนสบู่ถูตัว โดยมีส่วนเว้าที่ตรงกลางเพื่อให้เปิดออกง่าย
ลำโพงก็มีขนาดใหญ่เพื่อความชัดเจนในการรับฟัง
ปุ่มและตัวหนังสือก็ออกแบบให้มีขนาดอ่านง่ายกดง่าย
แน่นอนว่าตัวหนังสือหน้าจอย่อมมีขนาดใหญ่อ่านง่ายด้วยเช่นกัน

ที่ประทับใจ ขอคารวะให้ตรงที่เวลามีสายหรือเมล์เข้านั้น มีฟังก์ชั่นส่งเสียงขานชื่อผู้โทรเข้า
บอกว่าใครโทรมาหรือใครส่งข้อความมา ให้คุณตาคุณยายทราบ
ที่เด็ดสุดก็ที่สามารถส่งเสียงอ่านข้อความที่รับได้แล้วยังปรับสปีดให้อ่านช้าๆก็ได้
(งานนี้คุณตามีกิ๊กอาจไม่ชอบ เดี๋ยวยายรู้หมด)
ปัญหาฟังลูกหลานพูดแร็บโย่ ฟังไม่ทันก็หมดไป เมื่อมีการปรับสปีดเสียงของคู่สนทนา ให้ช้าลง
ด้วย slow voice พร้อมการตัดเสียงรบกวน เพื่อการฟังที่ชัดเจนได้อีกแน่ะ ว้าว!
ส่วนปุ่มกดโทรด่วนที่มีแยกให้กดอยู่ใต้จอถึง 3 ปุ่ม 3 เบอร์ทำให้โทรคุยกับหลานได้ทันใจ
แถมด้วยไกด์ไฟกระพริบนำทางให้ว่าตอนนี้ควรกดปุ่มไหน ปุ่มรับสายหรือวางสาย
และยังเป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพ ด้วยการนับจำนวนก้าวเท้าที่เดินแต่ละวัน
แล้วยังคำนวณระยะทางและแคลเลอรี่ได้ด้วย
ช่างใส่ใจ ช่างสังเกตุและแสนละเมียดละไมในรายละเอียด
Next is cup cake?

เทรนด์ขนมแนวแป้งๆที่มาจากเชื้อสายสไตล์อเมริกันโฮมเมดทยอยกันมาฮิตอย่างต่อเนื่องในเมืองญี่ปุ่น
เริ่มด้วย แพนเค้ก ในปี 05 ต่อด้วย โดนัท ที่เริ่มประทุไฟในปลายปี 06 ข้ามมาปี 07
ส่วนที่คาดว่าจะมาต่อจากนี้เค้าว่ากันว่าจะเป็น cup cake
*photo/Shigeru Hirano / Brutus no.619
Magazine Magazine
หลังๆนิตยสารต่างๆไม่ค่อยมีหัวข้อเรื่องเร้าใจให้หัวใจเต้นตึกตักผิดปกติสักเท่าไร
พอมาฉบับเดือนนี้โดนศรปักอกโดยนิตยสารถึง 2 เล่ม
กับหัวข้อสุดโปรด ให้ต้องรีบยกหูโทรศัพท์ไปสั่งจองที่คิโนะคูนิยะอย่างด่วนจี๋
กว่าจะถึงมือที่ญี่ปุ่นก็ออกเล่มใหม่พอดี ช้าก็ดีกว่าไม่ได้อ่าน
เล่มแรกคือ Title ได้มาเป็นอาทิตย์แล้ว เจาะเรื่องห้างสรรพสินค้าของทั่วโลก
เน้นหนักเรื่องแผนกอาหารที่ทุกคนกำลังงัดทีเด็ดมาประชันกันสุดตัว
ไล่มาตั้งแต่อิเซตัน ชินจุกุกับแผนกอาหารที่เพิ่งเปิดตัวเต็มรูปแบบเมื่อกลางเดือนที่แล้ว
ชนิดที่โปรต่างๆล้วนออกปากว่าเป็นการปรับโฉมเขย่าวงการห้างแบบชั้นมวยระดับโลก
ต่อด้วยห้างญี่ปุ่นชั้นนำทั้งหลาย แล้วข้ามไล่ต่อที่ห้างเมืองน้ำหอม
Printemps, Galllerie Lafayette, Le Bon Marche
ข้ามช่องแคบไปเกาะอังกฤษ เลาะจาก Selfridges, Harvey Nichols, Liberty ถึง Harrods
แล้วข้ามมหาสมุทรไปอเมริกา จาก Saks Fifth Avenue ถึง Bloomingdale’s
มีแต่ห้างโปรดทั้งนั้น
ส่วนเล่มที่สอง เพิ่งไปรับกลับบ้านมาอุ่นๆ
Brutus เล่มนี้ทำตัวเป็นโหรพยากรณ์ food trends 2007-2008
ไล่ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน เชฟ ภัตตาคาร
จนถึงบรรยากาศที่สร้างสรรค์โดยเหล่าดีไซน์เนอร์หน้าใหม่มาแรง
แค่เปิดอ่านคร่าวๆก็ให้ท้องร้องโครกคราก
เลยวิ่งไปทานข้าวเติมพลังก่อน กะว่าจะตั้งสติค่อยๆละเลียดอ่านดีกว่า
ก่อนจะลืมตัวอ่านเร็วเป็นรถไฟหัวกระสุน
เดี๋ยวรสชาติความอร่อยจะกระเซ็นหายระหว่างทาง















